สปอยล์จากตอน 4 นะครับ
เริ่มต้นมา จากมาม่าเดิม เรื่องของอาคาริ ก็พักไปเป็นดราม่าของคนบกกับคนทะเลแทน ซึ่งตอนนี้จะเป็นตอนที่ตัวละครแต่ละตัว จะแสดงพัฒนาการทางอารมณ์ให้เห็นมากขึ้น
ต่อจากตอนเก่าที่เด็กสองคนมาบอกฮิคาริว่า หนุ่มที่เข้ามาติดพันกับฮิคาริ เป็นพ่อตัวเอง ก็ออกปากขอให้ฮิคาริทำให้พี่สาวตัวเองเลิกยุ่งกับพ่อพวกเธอสักที แต่ฮิคาริไม่ได้ออกปากว่าจะช่วย พร้อมทั้งตำหนิ มิอุนะ (เด็กผมบ๊อบ ที่เงียบๆ) ว่าเกลียดเด็กที่เล่นสกปรก
ชั่วโมงคหกรรม ทุกคนทำอาหารกัน ทางฝั่งคนจาก ชิชิโอก็ทำอาหารด้วย เมื่อถึงเวลาต้องแลกกันชิมอาหาร กลับกลายเป็นว่าทุกๆ คนไม่สนใจคนจากชิชิโอเลย
ฉากนี้มานากะ จะแสดงพัฒนาการของเธอด้วยการเป็นคนอาสานำอาหารไปให้คนอื่นชิม ทำให้เห็นได้ว่าเธอมีความกล้ามากยิ่งขึ้น จากเดิมที่คอยหลบอยู่หลังเพื่อนๆ
แต่ถึงกระนั้นก็ตาม อาหารของชาวชิชิโอก็ถูกปฏิเสธ แถมยังผลักมานากะจนเสียหลักล้มลงด้วย
ฮิคาริ ซึ่งโกรธจนไฟแทบลุก กำลังจะวิ่งเข้าไปชกหน้าคนที่ผลักมานากะ แต่สีมุกุก็ได้เอ่ยให้คนๆ นั้นขอโทษมานากะก่อน ทำให้ฮิคาริชะงักไป เพราะตกใจที่มีคนออกหน้าแทนให้
*ตรงนี้ผมเข้าใจอารมณ์ฮิคารินะ เพราะคนชิชิโอที่ขึ้นมาบนบก มักจะเข้าใจว่าตัวเองโดดเดี่ยว ต้องพึ่งพา และช่วยเหลือกันเองให้มาก เพราะงั้นการที่มีสึมุกุมาออกหน้าแทนให้ คงจะตกใจแล้วก็ซึ้งใจไม่น้อย ทำให้อารมณ์ที่โกรธๆ อยู่มันจะเย็นลงไปได้เยอะ
ฮิคาริที่อารมณ์เสีย ก็เลือกที่จะไปทำงานต่อเพื่อให้อารมณ์เย็นลง พวกชิชิโอเลยพากันไปที่ห้องที่ใช้ทำท่านโอโจชิ
แต่สภาพที่เห็นคือ ท่านโอโจชิถูกทำลายเสียหายเป็นชิ้นๆ และตัวหุ่นก็ถูกสีเขียนจนเละเทะ
ฮิคาริที่คราวนี้โกรธจนหน้ามืด ก็วิ่งไปทิ้งตัว Tackle ใส่พวกเดิมเมื่อกลางวัน เพราะเข้าใจว่าเป็นฝีมือพวกนั้น
เรื่องก็ถึงอาจารย์ใหญ่ในทันที ฮิคาริได้ถูกอาจารย์ใหญ่เชิญกลับบ้านไปสงบสติอารมณ์ แต่มานากะเองก็ขอตัวกลับไปด้วยเช่นกัน
เหลือชิชิโออยู่ 2 คนคือ จิซากิ และคานาเมะ ทั้งสองคนนี้จึงใช้เวลานี้ไปซ่อมแซมท่านโอโจชิ จิซากิ เมื่ออยู่กับคานาเมะสองต่อสอง ก็เอาแต่ตัดพ้อ และเปรียบเทียบตัวเองกับมานากะ ว่ามานากะทั้งสวย น่ารัก และถึงจะขี้ขลาด แต่ก็เข้มแข็งมากขึ้นแล้ว แต่ตัวเองนั้นไม่มีดีสักอย่าง
คานาเมะซึ่งปกติก็เป็นผู้รับฟัง และพยายามปลอบใจจิซากิอยู่เสมอ ก็ทำหน้าที่เดิม และในระหว่างที่กำลังขัดหน้าท่านโอโจชิอยู่นั้น ก็เห็นลายเซ็นของตัวคนร้ายว่าเป็นฝีมือของ ซายุ (เด็กหัวเหลือ Twin Tail ที่ชอบไปหาเรื่องฮิคาริ) แต่จิซากิเลือกที่จะปิดบังเรื่องนี้ไว้โดยขอร้องคานาเมะให้ปิดเป็นความลับ
*อารมณ์ตรงนี้ ออกแนว (เพื่อน)พ่อแม่รักแกฉัน คือในระหว่างที่ไม่รู้ว่าตัวคนร้ายคือใคร ฮิคาริได้ฟันธงไปแล้วว่าเป็นคนบกสองคนนั้นที่มีเรื่องกัน เป็นคนร้าย ซึ่งตรงจุดนี้ ไม่มีใครรู้ว่าจริงหรือเท็จ ฮิคาริจึงอยู่ในสภาพที่เป็นโจทย์อยู่ แต่ถ้าประกาศตัวคนร้ายออกไป เท่ากับว่า ทั้งสองคนนั้นหลุดจากสภาพจำเลย และกลายเป็นผู้เสียหายแทน ฮิคาริก็จะมีความผิดในฐานไปกล่าวหาคนอื่นโดยไม่มีมูล แถมยังผิดตัวอีก เท่ากับฮิคาริ ซวยแน่ๆ เพราะสองคนนั้นจะเอาเรื่องคืนได้ในทันที จิซากิจึงตัดสินใจที่จะปิดเป็นความลับ แม้ว่าจะต้องโกหกก็ตามที
แต่กระนั้นแล้ว สึมุกุที่กำลังจะมาช่วยซ่อมแซมท่านโอโจขิก็เข้ามาพอดี ทำให้ได้ยินเรื่องทั้งหมด และเข้าแย้งการกระทำของจิซากิทันที ทำให้จิซากิตัดพ้อว่า สึมุกุนั้น พยายามที่จะปกป้องคนบก และเลือกที่จะให้ฮิคาริที่เป็นชิชิโอรับผิดไป (ออกแนวเหยียดชนชาติ) แล้วก็หนีกลับบ้านไป
ซายุจัง หรือคนร้ายตัวจริง ก็ไปอวดกับมิอุนะ ว่าตัวเองไปทำลายท่านโอโจชิมาด้วยความร่าเริง แต่มิอุนะกลับไม่ได้คิดแบบนั้นเพราะนึกถึงคำพูดของฮิคาริ พร้อมทั้งโมโหใส่ซายุ และวิ่งหนีไป
ตัดมาที่มานากะกับฮิคาริ มานากะ พยายามที่จะปลอบใจฮิคาริ แต่ในระหว่างคุยกัน ก็ไปเห็นแฟนของอาคาริในชุดดำน้ำกำลังจมน้ำมา จึงได้ช่วยเอาไว้ และพาไปส่งที่บ้าน เมื่อไต่ถามสาเหตุกัน ก็เป็นเพราะเขาพยายามจะติดต่ออาคาริ แต่โทรหาไม่ได้ จึงจะดำน้ำไปหาที่ชิชิโอ ฮิคาริก็ยิ่งโมโห เพราะเข้าใจว่าคนๆ นี้มีภรรยาและลูกอยู่แล้ว แต่ยังพยายามจะคบชู้กับพี่สาวตัวเอง แต่กลับไปเห็นรูปของหญิงสาวบนป้ายบูชาคนตาย จึงเข้าใจถึงเรื่องราวทุกอย่าง
รูปนั้นคือภรรยาเก่าของแฟนอาคาริ โดยเธอคนนั้นเป็นชางชิชิโอเช่นกัน เธอมีลูกกับผู้ชายคนนี้ ออกมาเป็นมิอุนะ (ลูกครึ่งชิชิโอกับคนบก ไม่มีเอน่า ตาก็ไม่เป็นสีฟ้า) อาคาริเองก็สนิทสนมกับครอบครัวนี้มาก จนเมื่อภรรยาของเขาตายไป เธอเองก็อยากจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งกับครอบครัวนี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงได้พยายามเข้าหา และสุดท้ายก็เข้ามาได้ แต่กระนั้นมิอุนะเองก็ไม่ยอมรับอาคาริ จึงเป็นที่มาของเรื่อง ซึ่งอันที่จริงแล้วสาเหตุหลักที่อาคาริเลิกติดต่อกับชายคนนี้ ไม่ใช่เพราะเรื่องที่จะถูกไล่ออกจากหมู่บ้านเป็นหลัก แต่เพราะมิอุนะไม่ยอมรับ นั้นก็เป็นอีกสาเหตุนึงด้วยเช่นกัน
*รูปนี้ โยโซระ ตอนเด็ก?
เมื่อถึงค่ำแล้ว มานากะกับฮิคาริกำลังจะกลับหมู่บ้าน ก็ได้เดินสวนกับมิอุนะที่กำลังกลับมาบ้านพอดี มิอุนะหยุด และพูดกับฮิคาริว่าตัวเองเป็นคนทำลายท่านโอโจิชิเอง (ปกป้องเพื่อน)
ฮิคาริ แม้จะรู้ตัวการแล้ว กลับไม่โกรธมิอุนะ เพราะฮิคาริคิดว่าตัวเองเข้าใจดีว่ามิอุนะนั้น อยู่ในสภาพที่จิตใจอ่อนแอเป็นอย่างมาก เพราะขาดแม่ และมีผู้หญิงคนอื่นพยายามจะเข้ามาแทนที่แม่ตัวเอง จึงพยายามหาที่ระบาย (ฮิคาริคิดว่า แค่หวยมาตกที่ตัวเองที่เป็นน้องของอาคาริ)
มานากะที่ได้ยินฮิคาริพูดถึงเรื่องมิอุนะ ก็พาลนึกถึงคำพูดของของท่านอุโรโกะขึ้นมา ว่าตัวเองนั้นโชคดีที่มีทุกคนคอยปกป้องเสมอ มานากะจึงบอกให้พรุ่งนี้ฮิคาริไปขอโทษทุกๆ คน และตัวเองจะไปขอโทษด้วย และจะช่วยรับการตำหนิจากทุกคน
*นี้เองก็เป็นจุดที่บอกได้ว่า มานากะไม่ใช่แค่เด็กเอ๋อ แต่รู้จักที่จะเรียนรู้และตอบแทนคนอื่น เป็นสิ่งที่บอกได้ว่า แม้เธอจะเป็นคนขี้กลัว แต่ก็พยายามที่จะเข้มแข็งให้มากขึ้น เพราะอยากที่จะตอบแทนเพื่อนของเธอ
*ฮิคาริเอง หลังจากเรื่องของพี่สาวตัวเอง ก็ได้รู้ว่าตัวเองนั้นถูกปกป้องมาเสมอ จึงพยายามที่จะทำตัวเป็นผู้ใหญ่ เข้าใจและนึกถึงคนอื่นให้มากขึ้น
วันรุ่งขึ้น ทั้งฮิคาริ และมานากะได้คุกเข่าก้มหัวขอโทษทั้งสองคนนั้น สึมุกุเองก็ช่วยพูดด้วย ทำให้ทั้งสองคนนั้นยอมยกโทษให้ และฮิคาริก็ได้เพื่อนเพิ่มมากขึ้น
*พูดถึงจุดอ่อนของฮิคาริ ที่ซึน ปากไม่ตรงกับใจ ใจร้อน ชอบทำใจใหญ่และเป็นนักเลง แต่จุดแข็งของฮิคาริคือการรักพวกพ้อง พยายามออกหน้ารับแทนเพื่อน และเป็นคนที่ทำอะไรทำจริง เหมือนตอนนี้ เมื่อขอโทษ ก็ไม่ใข่ทำแบบขอไปที แต่สำนึกในความผิด และถึงขนาดยอมคุกเข่า ก้มกราบขอโทษ (บ้านเราคงแนวคุกเข่า ยกมือไหว้ล่ะนะ วัฒนธรรมมันไม่เหมือนกันหนิ)
จิซากิเอง ที่ตอนแรกตั้งใจว่าจะปิดเป็นความลับ แต่เมื่อเห็นฮิคาริได้ลงมือทำขนาดนี้ ก็รู้ว่าตัวเองคิดผิดไปจริงๆ ทำให้เธอรู้สึกเศร้าใจขึ้นมา
คานาเมะ ที่เห็นหลังคนร้ายไหวๆ อยู่นอกหน้าต่าง ก็ออกมาจับตัวคนร้าย และกดดันด้วยวิธีข่มขู่เล็กๆ ซายุจัง คนร้ายตัวน้อยก็ถึงกับร้องไห้โฮเลยทีเดียว และสารภาพว่าทำไปเพื่อมิอุนะจัง คานาเมะเองก็ไม่ได้ตั้งใจจะเอาจริง ก็เข้าไปปลอบ และกล่อมให้ซายุไปขอโทษฮิคาริ ซึ่งซายุก็ยอมแต่โดยดี ส่วนมิอุนะที่แอบอยู่ก็รับรู้ในเหตุการณ์นี้ด้วย แต่ไม่ได้ทำอะไรต่อ
ทางฮิคาริ ซึ่งตกใจนิดหน่อย เพราะคิดว่ามิอุนะเป็นคนร้าย แต่ก็ไม่ได้ออกปากพูดอะไร ทุกอย่างก็จบลงด้วยดี เว้นแต่จิซากิ...
เรื่องนี้ อย่างว่า ยิ่งดูก็ยิ่งน่าสนใจ และมีมิติมากขึ้น หวังว่าตอนต่อๆ ไปจะได้เห็นผลงานที่ยอดเยี่ยมจาก PA Work อีกคั้งนึง หลังจาก Angel Beats! นะ 8-)
By LoneLy-woLf
Showing posts with label Anime. Show all posts
Thursday, November 7, 2013
Saturday, November 2, 2013
First Impression: Strike the Blood
ห่างเหินกันไปพักใหญ่กับบล็อก ก็ขอพักเรื่องเกมไว้ละกันนะครับ (อยากอัดเป็นวีดีโอแต่ไม่ว่างสักที + กระตุกมากเวลาอัด - -) วันนี้เลยเปลี่ยนเรื่องเป็นอนิเมะแล้วกัน
อนิเมะซีซั่นนี้จะค่อนข้างหนักไปทางแนวแฟนตาซี โดยส่วนตัวแล้วที่ผมค่อนข้างสนใจแนวแอ็คชั่นกับไซไฟเป็นพิเศษนะ พอมาเห็น PV กับงานอาร์ตของเรื่องนี้ปุ๊บ สะดุดตาตั้งแต่แรกทันที (ตัวละครน่ารักดีฮ่าๆ) เลยคาดหวังไว้ค่อนข้างสูงหน่อย
Strike the blood จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับผู้สืบทอดพลังของแวมไพร์สายเลือดแท้รุ่นที่4 ที่อาศัยอยู่ในเมืองที่มีปีศาจอาศัยร่วมปะปนอยู่กับมนุษย์ กับผู้เฝ้าสังเกตการณ์ที่ไม่รู้ทางรัฐบาลคิดได้ไงเอาเด็กม.ต้นมาเฝ้า - -" (เอาน่ะ น่ารักให้อภัยได้ LOL)
เอาจริงๆกว่าผมจะได้ว่างมาเขียนๆเอาจริงๆก็ปาไปตอนที่5ละ ค่อนข้างช้าไปสักหน่อย แต่เอาเถอะเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า
หลังจากที่ได้ดูไปถึง 5 ตอน ต้องขอบอกตรงๆเลยว่าค่อนข้างผิดหวัง เนื่องจากด้วยความที่ตัวเนื้อเรื่องเองไม่ค่อยแปลกใหม่ เป็นแนวโรงเรียนทั่วๆไป ตัวเอกมีพลังพิเศษ มีเบื้องหลังซ้อนอยู่ แต่การผูกเนื้อเรื่องยังไม่ค่อยดีนักในการทำให้รู้สึกตื่นเต้นจนรู้สึกอยากติดตาม อาจจะเป็นเพราะช่วงตอนแรกๆต้องการปูพื้นเลยหนักไปทางบทพูดทั่วๆไป (พอดีผมชอบพวกแนวเริ่มต้นแล้วมาแรงๆเลยแบบไททัน แล้วค่อยมาทะยอยย้อนความกันทีหลัง) เลยทำให้รู้สึกตัวเนื้อเรื่องหลักเดินค่อนข้างช้า ส่วนด้านอื่นๆ ผมโอเคหมดไม่ว่าจะเป็นเสียง ภาพ ตัวละคร ฉากต่อสู้ ถึงจะไม่เร้าใจสุดๆแบบเฟทซีโร่ก็นะ
สรุปสั้นๆ ตอนนี้ก็ยังดูต่อยังไม่ดรอบเป็นเรื่องที่ถ้าคิดไม่ออกว่าจะดูเรื่องอะไรดี ก็ดูได้เรื่อยๆคับ :D โดยรวมเรื่องนี้ผมคิดว่ามีของอยู่ แต่อาจจะต้องรอดูไปถึงกลางๆเรื่องว่าจะพีคขึ้นมาหรือไม่ ตอนแรกที่ผมเห็นเรื่องนี้ผมแอบนึกถึง Toaru Majutsu no Index แฮะ (จะรอดูว่าโคโจพระเอกของเรื่องจะเมพเท่าปากของโทมะได้หรือไม่ LOL)
อนิเมะซีซั่นนี้จะค่อนข้างหนักไปทางแนวแฟนตาซี โดยส่วนตัวแล้วที่ผมค่อนข้างสนใจแนวแอ็คชั่นกับไซไฟเป็นพิเศษนะ พอมาเห็น PV กับงานอาร์ตของเรื่องนี้ปุ๊บ สะดุดตาตั้งแต่แรกทันที (ตัวละครน่ารักดีฮ่าๆ) เลยคาดหวังไว้ค่อนข้างสูงหน่อย
Strike the blood จะเป็นเรื่องเกี่ยวกับผู้สืบทอดพลังของแวมไพร์สายเลือดแท้รุ่นที่4 ที่อาศัยอยู่ในเมืองที่มีปีศาจอาศัยร่วมปะปนอยู่กับมนุษย์ กับผู้เฝ้าสังเกตการณ์ที่ไม่รู้ทางรัฐบาลคิดได้ไงเอาเด็กม.ต้นมาเฝ้า - -" (เอาน่ะ น่ารักให้อภัยได้ LOL)
PV ของ Strike the Blood
เอาจริงๆกว่าผมจะได้ว่างมาเขียนๆเอาจริงๆก็ปาไปตอนที่5ละ ค่อนข้างช้าไปสักหน่อย แต่เอาเถอะเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า
หลังจากที่ได้ดูไปถึง 5 ตอน ต้องขอบอกตรงๆเลยว่าค่อนข้างผิดหวัง เนื่องจากด้วยความที่ตัวเนื้อเรื่องเองไม่ค่อยแปลกใหม่ เป็นแนวโรงเรียนทั่วๆไป ตัวเอกมีพลังพิเศษ มีเบื้องหลังซ้อนอยู่ แต่การผูกเนื้อเรื่องยังไม่ค่อยดีนักในการทำให้รู้สึกตื่นเต้นจนรู้สึกอยากติดตาม อาจจะเป็นเพราะช่วงตอนแรกๆต้องการปูพื้นเลยหนักไปทางบทพูดทั่วๆไป (พอดีผมชอบพวกแนวเริ่มต้นแล้วมาแรงๆเลยแบบไททัน แล้วค่อยมาทะยอยย้อนความกันทีหลัง) เลยทำให้รู้สึกตัวเนื้อเรื่องหลักเดินค่อนข้างช้า ส่วนด้านอื่นๆ ผมโอเคหมดไม่ว่าจะเป็นเสียง ภาพ ตัวละคร ฉากต่อสู้ ถึงจะไม่เร้าใจสุดๆแบบเฟทซีโร่ก็นะ
![]() |
| นางเอกน่ารักกกก xD |
Friday, November 1, 2013
[Spoil + Review] Outbreak Company 3, ความหวังของคนตัวเล็กๆ
รู้สึกว่าเรื่องนี้ เนื้อหาจะไปค่อนข้างไวเลยทีเดียวนะครับ สำหรับ Spoil ตอนนี้ จะเอาแบบรวบรัดหน่อยละกันนะครับ เนื่องจากเมื่อวานจัดเต็มแล้ว Chrome ทำพิษ ที่พิมพ์มาหายเกลี้ยงเลย = ="
เริ่มต้นที่พระเอกได้เริ่มแผนการที่จะสร้างโรงเรียนขึ้นมาสำหรับการสอนภาษาญี่ปุ่น และการอ่านมังกะ ซึ่งทุกอย่างก็เป็นไปอย่างราบรื่นไร้ปัญหา
โดยโรงเรียนนี้จะเปิดรับเด็กทุกชนชั้นและเผ่าพันธ์ แต่หลังจากเปิดขึ้นมาแล้ว ปัญหาก็ยังคงตกอยู่ที่ เผ่าพันธ์และชนชั้นอื่นๆ นอกจากชนชั้นสูงนั้น ไม่มีใครกล้าที่จะเข้ามาเรียนด้วย
เด็กที่เข้ามาเรียนนั้น จึงมีเฉพาะเด็กมนุษย์ที่เป็นคนมีฐานะเท่านั้น กับราชินีน้อย ที่ยังคงตามติดไม่ไปไหน
การเรียนการสอนของพระเอกนั้นก็ผ่านไปได้อย่างราบรื่น จนเมื่อตกเย็นมา ก็มีบทสนทนาของราชินีเอ่ยขึ้นมาว่า ตนเองนั้นถูกใจพระเอกเป็นพิเศษ เพราะพระเอกนั้น ไม่ได้หวังอะไรจากตนเองเหมือนพวกพ่อค้า หรือมิชชันนารี ที่เข้ามาเพื่อหวังลาภยศเงินทอง
พระเอกนั้นก็ตอบไปว่าตนเองก็ชอบที่จะอยู่ที่โลกนี้เหมือนกัน เพราะทำได้ตนเองได้พบกับราชินีน้อย และเมด
ซึ่งคำที่ขีดเส้นใต้นั้น เมื่อเข้าถึงหูราชีนีน้อย ก็ทำให้ราชินีน้อยถึงกับหมดอารมณ์โดยทีเดียว
หลังจากนั้น ผู้คุ้มกันก็ได้เข้ามาเตือนเรื่องโรงเรียนนี้ว่า การที่พระเอกพยายามเปลี่ยนวัฒนธรรมและทัศนคติในเรื่องของเสรีภาพและความเท่าเทียมกันให้กับคนของที่นี่นั้น อาจจะทำให้เกิดความขัดแย้ง เนื่องจากคนที่นี่นั้น แต่เดิมไม่รู้จักเรื่องพวกนี้ และหากเรื่องบานปลาย อาจจะทำให้กลุ่มคนที่ไม่พอใจ เล็งเป้าหมายมาที่พวกพระเอกได้
ตกดึกมา เมดได้ขอให้พระเอกทดสอบการพูดของเมด ซึ่งผลคือเมดสามารถที่จะฟังและพูดภาษาญี่ปุ่นได้แล้ว
ผ่านมาอีกวันหนึ่ง โรงเรียนก็ได้เปิดสอนตามปกติ วันนี้เป็นวันเกิดของตัวละครในอนิเมที่พระเอกชอบมาก พระเอกจึงได้ตั้งปลุกเอาไว้ที่ 1 ทุ่มตรง เพื่อที่จะฉลองวันเกิดให้ตัวละครนั้น
วันนี้เมดเองก็มาด้วย เพื่อที่จะเอาข้าวกล่องที่พระเอกลืมไว้มาส่งให้
ฉากความสุขดำเนินได้ไม่นาน ราชินีน้อยก็มาหา พร้อมกับชวนทะเลาะกับเมด
พระเอกที่พยายามเข้ามาพูดแทนเมดที่โดนไล่ต้อนนั้น ก็ต้องตกเป็นเป้าแทน เพราะซึ่งข้อหานั้นคือ ใส่ใจเมดมากกว่าตัวเอง
ในระหว่างที่กำลังทะเลาะกันนั้น ก็มีแขกที่ไม่ได้รับเชิญมาเยือน ซึ่งแขกเหล่านี้ก็คือผู้ก่อการร้ายนั้นเอง ที่เข้ามาฆ๋าองครักษ์ของราชินีน้อย และจับราชินีน้อยเป็นตัวประกัน
พวกพระเอกได้ถูกจับมัดมือไพล่หลังเอาไว้ ทำให้เคลื่อนไหวไม่ได้ และปลดแหวนแปลภาษาทิ้งอีกด้วย ในระหว่างที่ผู้ก่อการร้ายพูดคุยกัน การฝึกฝนที่ผ่านมาของเมดก็แสดงผลได้เห็น โดยเมดทำหน้าที่ล่ามแปลภาษาได้อย่างดีเยี่ยม
ผู้ก่อการร้าย พกระเบิดเวทมนตร์เอาไว้ด้วย ซึ่งระเบิดนี้สามารถทำลายโรงเรียนได้ทั้งหลัง
ผู้ก่อการร้ายได้เรียกพระเอกขึ้นมาพูดคุย ซึ่งใจความนั้นก็คือ การที่พระเอกมาเผยแพร่วัฒนธรรมนี้ จะเป็นการบ่อนทำลายระเบียบของอาณาจักรที่มีมาอย่างยาวนาน โดยเฉพาะเรื่องของเสรีภาพและการเท่าเทียมนั้นเอง โดยผู้ก่อการร้ายได้เน้นย้ำในเรื่องที่ มนุษย์เป็นเผ่าพันธ์ที่สูงที่สุด แม้ว่าพวกเอลฟ์กับคนแคระจะมีความสามารถทางเวทมนตร์และการประดิษฐ์ที่เหนือกว่า แต่มนุษย์ก็สามารถที่จะปกครองพวกนั้นได้ในที่สุด
แต่พระเอกก็ย้อนแย้งว่า นั่นเป็นเพียงความอิจฉาริษยาของมนุษย์ ที่พุ่งเป้าไปยังพวกเอลฟ์และคนแคระ เพราะพวกนั้นมีสิ่งที่มนุษย์ไม่มี
เมื่อคุยกันไม่รู้เรื่อง ก็คงต้องฆ่ากันแล้ว โดยผู้ก่อการร้ายก็เตรียมที่จะตัดหัวพระเอกทิ้งในทันที
แต่ราชินีน้อยได้พูดช่วยพระเอกเอาไว้ได้ โดยบอกว่า ถ้าผู้ก่อการร้ายฆ่าพระเอก ก็มีแต่จะทำให้ผู้ก่อการร้ายเสียชื่อในฐานะที่ฆ่าทูตเจริญสัมพันธไมตรี
พระเอกถูกโยนไปที่ผู้คุ้มกัน โดยหน้าไปซุกเข้ากับหน้าอกพอดี แต่นั้นก็ทำให้พระเอกสามารถล้วงเอาปากกาที่มีด้ามเป็นมีดออกมาได้
เมื่อเกิดเรื่องขึ้น ทางอาณาจักรและรัฐบาลก็เตรียม Stand by พร้อมเอาไว้แล้ว แต่เนื่องจากราชินีน้อยถูกจับตัวเอาไว้ จึงเคลื่อนไหวไม่ได้
พระเอกได้วางแผนการเอาไว้ โดยใช้มือถือที่ตั้งปลุกเอาไว้ทุ่มตรงเป็นประโยชน์ โดยพระเอกได้หลอกว่าจะเข้าห้องน้ำ แล้วแยกตัวออกมา
เมื่อถึงเวลาทุ่มตรง เพลงที่ตั้งปลุกไว้ก็ได้ดังขึ้น พระเอกหลอกว่าเป็นบทร่ายเวทย์ ดึงเอาความสนใจของพวกผู้ก่อการร้ายเอาไว้ที่นอกระเบียง
ทำให้ผู้คุ้มกันสามารถตัดเชือกโดยใช้มีดปากกาได้สำเร็จ ออกมาช่วยเหลือราชินีน้อย เมด และพระเอกได้สำเร็จ
และใช้แผนถัดมาโดยให้เมดร่ายเวทย์ชุดใหญ่ เก็บพวกที่เหลือ
แต่กระนั้นแล้ว บอสก็ยังไม่สิ้นฤทธิ์ งัดระเบิดไฟที่เป็นไพ่ตายออกมาใช้ หวังทำลายทุกอย่าง
แต่ดันโดนถังดับเพลิง ดับไฟซะงั้น :D
ในระหว่างที่บอสกำลังอึ้ง ก็โดนผู้คุ้มกันปล่อยหมัดขวาตรงใส่ซะหงายหลัง แต่เนื่องจากศักดิ์ศรีความเป็นบอส ก็ได้ใช้อาวุธลับออกมาโดยการซัดมีดบินใส่ราชินีน้อย แต่...
เมดได้เอาตัวเข้ามาขวางมีดเอาไว้!
เหตุผลของเมด คือ เป็นเพราะว่าตัวเองนั้นไม่สามารถทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงใดๆ กับสังคมได้ แต่เชื่อว่าหากความรู้สึกที่อยากจะให้ทุกๆ เผ่าพันธ์ ทุกชนชั้นนั้นเข้าใจกันและกัน ได้สื่อไปถึงคนที่สามารถจะเปลี่ยนแปลงสิ่งเหล่านี้ได้ นั่นคือ ราชินีน้อย และพระเอก ชีวิตของตัวเองก็คุ้มค่ามากพอแล้ว ;(
หวังว่าจบตอนนี้ไป เมดจะไม่เป็นอะไรนะ คนทั้งกองทัพ คงไม่หมอเก่งๆ สักคนแหละน่า
จบตอนนี้ บอกได้เลยว่า ดราม่าจะต้องแรงยิ่งขึ้นไปอีกแน่ๆ ขนาดเพิ่งจะตอน 3 เองนะเนี่ย
By: LoneLy-woLf
Saturday, October 26, 2013
[Spoil + Review] Outbreak Company 2
และด้วยความช่วยเหลือของลุงที่เป็นคนมาสัมภาษณ์ หัวของพระเอกเราก็ยังวางอยู่บนบ่าเหมือนเดิม
แต่ไม่ทันไร สกิลปากของพระเอกก็ดันทำงานอีกแล้ว
แต่ดันไปถูกใจราชินีน้อย ก็เลยรอดตัวไปได้อีกครั้ง
และแน่นอนว่า ตอนนี้พระเอกของเราก็ได้รับการแต่งตั้งให้ดูแลการแลกเปลี่ยนวัฒนธรรมที่ต่างโลกอย่างเป็นทางการสักที
โดยงานแรกก็คงจะเป็นสอนหนังสือให้เมดล่ะมั้ง?
สร้างฐานบัญชาการ
สอนจิ้งเหลนเล่นมาริโอ้
แต่เนื่องด้วยสกิลปากที่พระเอกทำงานไปเมื่อครั้งก่อนตอนไปเข้าเฝ้า ทำให้ราชินีน้อยสนใจ และตามมาเล่นด้วย
งานใหญ่งานแรกของพระเอกเลยเป็นการอ่านการ์ตูนให้ราชินีน้อยฟัง
*และมีของแถมอีกเล็กๆ น้อยๆ เป็นค่าตอบแทน?
*และ Maid Service อีกนิดหน่อย
แต่ความสุขมันดำเนินไปไม่นานเท่าไหร่ ก็มีประเด็นขึ้น เพราะเมดได้รับการสอนหนังสือ ในขณะที่ราชินีน้อยยังอ่านหนังสือไม่ออก
ทำให้ราชินีน้อยไม่พอใจขึ้นมา
เลยจัดการจองที่นั่งส่วนตัวซะเลย :P
หลังจากที่พายุลูกแรกผ่านไป ก็เกิดประเด็นที่น่าสนใจขึ้นมา คือพระเอกของเรากำลังเดินเหนื่อยเข้าห้องครัว แต่พอดีไฟไม่ได้เปิดเลยมองไม่ค่อยเห็น
แต่ก็ไปสะดุดเข้ากับตาแบบสัตว์ป่าของคนใช้ที่เป็นมนุษย์กิ้งก่าเลยเผลอตกใจทุบตีคนใช้เข้า เมื่อพระเอกตาชินกับความมืดและตั้งสติได้ก็ขอโทษยกใหญ่
แต่นอกจากมนุษย์กิ้งก่าจะไม่โกธรแล้ว ยังบอกว่า ถ้าอยากให้ตนเจ็บ ก็ใช้ไม้ตีก็ได้ (WTF?)
หลังจากนั้นเมดที่ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายก็วิ่งเข้ามา แต่แทนที่จะเป็นห่วงคนใช้ที่ถูกทุบตี กลับเข้ามาดูอาการของพระเอกก่อน เพราะมือเป็นแผลจากการไปทุบเกล็ดของมนุษย์กิ้งก่า โดยให้เหตุผลว่า ระหว่างคนใช้กับเจ้านาย เจ้านายก็ต้องมาก่อน (โดยไม่ให้ความสำคัญกับเรื่องผู้ทำร้ายและผู้ถูกทำร้าย)
หลังจากนั้น พระเอกก็ออกมาสำรวจเมือง และเก็บข้อมูล การดำรงชีวิต สังคมของชาวเมือง ก็ได้พบว่าที่นี่ มีการฝึกทหารกันตั้งแต่วัยเด็ก
เมื่อสอบถามใจความกับพวกเด็กๆ ก็พบว่าเด็กพวกนี้ ไม่มีโอกาสที่จะได้ใช้ชีวิตอย่างมีความสุขเท่าที่ควร เนื่องจากยามปกติ หากไม่มาฝึกทหารก็ต้องไปทำไร่ทำนา และนอกจากนี้ คนธรรมดาจะไม่มีโอกาสได้เรียนหนังสืออีกด้วย มีพวกขุนนาง นักปราชญ์ และชนชั้นสูงเท่านั้นที่จะมีโอกาสได้เรียน
กลับมาที่ชั่วโมงอ่านการ์ตูนของราชินีน้อย ราชินีโลลิก็กลับมาใช้ที่นั่งตัวโปรดที่เดิม
แต่เมดดันมาเสริฟน้ำชาผิดเวลาไปหน่อย เป็นการขัดจังหวะความสุขของราชินีน้อย นั่นทำให้เชื้อไฟแต่เดิมที่มันกรุ่นๆ มาตั้งแต่คราวที่แล้ว ลุกโชนขึ้นมาเป็นไฟกองใหญ่
ซึ่งราชินีน้อยก็ด่ากราดไปชุดใหญ่ โดยยกเอาประเด็นในเรื่องเผ่าพันธ์ขึ้นมาเหยียบย่ำ (เมดเป็นฮาล์ฟเอลฟ์) โดยกล่าวว่าพวกฮาล์ฟเอลฟ์นั้น เป็นเอลฟ์ก็ไม่ใช่ มนุษย์ก็ไม่เชิง ทั้งต่ำต้อยและสกปรก อาหารที่ทำจากมือของฮาล์ฟเอลฟ์ก็มีแต่จะแปดเปื้อน ไม่สามาถกินได้
แต่คำด่าของราชินีน้อยดันไปสะกิดความหลังของพระเอก ที่เคยโดนปฏิเสธการสารภาพรักด้วยเหตุผลว่าเพราะตัวเองเป็นโอตาคุ ทำให้พระเอกเริ่มขึ้น
จนกระทั้งบรรยากาศมาถึงขีดสุด ราชินีน้อยก็เตรียมตัวจะปาขนมปังใส่เมด
พระเอกของเราก็เข้าดาร์คโหมด คว้าข้อมือของราชินีน้อยเอาไว้โดยไม่กลัวว่าตัวเองจะแขนขาด (เพราะโดนสั่งตัด)
*โหดขริง
แต่ก็ฟื้นสติก่อนที่จะทำอะไรไปมากกว่านั้น ทำให้ราชินีน้อยไม่ถือโทษ โดยพระเอกของเราก็พยายามยกเอาเรื่องวัฒนธรรมขึ้นมาพูด โดยเล่าว่าที่บ้านเมืองของตัวเองนั้น ไม่มีการแบ่งแยกชนชั้น มีแต่ความเท่าเทียมและอิสระ แต่พูดไป ราชินีน้อยก็ยังไม่เข้าใจเรื่องพวกนี้ แต่ก็ประทับใจในความกล้าที่พระเอกคิดจะสอนราชินีน้อย จึงยอมให้คราวนี้ไปก่อน
หลังจากนั้น เมื่อเรื่องตอนกลางวันผ่านไปได้ด้วยดี เมดฮาล์ฟเอลฟ์ได้ แอบมาอ่านการ์ตูนเรื่องนึงอย่างเงียบ โดยเป็นการ์ตูนที่สะท้อนกับชีวิตของตัวเองที่เป็นเพียงชนชั้นต่ำสุด ไม่ได้รับโอกาสใดๆ ในชีวิต อ่านไปก็น้ำตาไหลไป ที่การ์ตูนเรื่องนี้ได้เขียนให้ตอนจบที่นางเอกเป็นเพียงทาสได้สมหวังกับชนชั้นสูง
พระเอกที่เห็นภาพรวมคร่าวๆ ของโลกที่ความไม่เท่าเทียมกันของชนชั้นต่างถือเป็นเรื่องปกติ ทำให้พระเอกเริ่มที่จะยอมรับไม่ได้ และความปราถนาที่ต้องการจะเปลี่ยนแปลงโลกนี้ได้เริ่มก่อตัวอย่างเงียบๆ
จบไปกับตอน 2 นะครับ สำหรับคนที่ดูไปตอนแรกแล้วดรอป ขอให้ลองตามต่ออีกตอนนึงนะครับ จะเข้าใจจุดประสงค์ของการนำเสนอเรื่องนี้มากขึ้น
สำหรับเรื่องนี้ ผมกำลังจะเอาขึ้นหิ้ง "การ์ตูนที่อยากจะแนะนำให้กับคนที่ไม่เคยดูการ์ตูน" โดยเรื่องที่ผมขึ้นหิ้งแนะนำเอาไว้ก็มี Ano Hana, Angel Beats!, Sakurasou, Spice and Wolf แล้วเรื่องนี้ก็จะตามมา แต่รอดูให้จบก่อน ให้แน่ใจว่าจะไม่ตกม้าตายไปก่อน
ยังไงก็แนะนำให้ดูนะครับ [:thumbup:]
By: LoneLy-woLf
Subscribe to:
Posts (Atom)




























































