• Featured Post

    วิธีในการเอาชนะ Pete the invincible ใน Borderlands 2

  • Silver Spoon เอ็ดฯแว่นไร้จุดหมาย

    หากย้อนกลับไปสมัย 2 - 3 ปีก่อน อาจารย์ Hiromu Arakawa ได้ฝากผลงานเด่นๆ อย่าง Fullmetal Alchemist (FMA) ให้ชาว Anime ได้ติดตามกัน ตอนนี้ผลงานของ อ. Hiromu ได้ถูกนำมาทำ Anime อีกครั้ง ให้แฟนๆ FMA ได้หายคิดถึงกัน นั่นคือ Silver Spoon ...

Thursday, November 7, 2013


Sakurasou no Pet na Kanojo Thai Translation - Chapter 1 Part 3

Part 3
 -----------------------------------------------------
จะพาเธอกลับไปหอทั้งแบบนี้เลยดีมั้ยน้า?
ชิอินะ มาชิโระ เดินด้วยความที่แทบไม่กระเตื้องไปไหน โซราตะต้องใจเต้นตุ๊มๆ ต่อมๆ ทุกครั้งที่มองดูใบหน้าของเธอ
ร่างกายของมาชิโระนั้นดูอ้อนแอ้น น้ำเสียงเบาหวิว ดูเงียบเชียบ สุขุมเรียบร้อย มีท่าทางที่สงบนิ่ง และไม่แสดงอารมณ์ทางสีหน้า
การที่ต้องมาอยู่ข้างๆ เธอนั้นเหมือนกับการอยู่ข้างๆ แผ่นน้ำแข็งบางๆ ที่พร้อมจะแตกได้ทุกเมื่อ
ตัวตนของเธอนั้นเหมือนกับงานแก้วประณีตและแสนจะละเอียดอ่อน พร้อมที่จะแตกสลายยามเมื่อถูกสัมผัส
ทั้งหมดนี่คือความรู้สึกเมื่อแรกเห็นตัวตนของมาชิโระ
จู่ๆ เธอก็เอ่ยขึ้นมา
[โซราตะ]ก็ฟังดูดีนะ”
“เอ๋?”
“ฟังดูเพราะดี ฉันชอบนะ”
โซราตะนั้นถูกทำให้หลงเสน่ห์เข้า เพราะมาชิโระนั้นเป็นสาวน้อยที่ไร้เดียงสา
โซราตะคิดว่าตัวเธอนั้นไม่เหมาะกับบรรยากาศของหอซากุระแม้แต่น้อย
หอซากุระนั้นคือแห่ลงรวบรวมเด็กนักเรียนที่อยู่เหนือไปจากสามัญสำนึกปกติ ผู้ที่เกือบจะหลุดพ้นจากขอบเขตของมนุษย์ รังของเหล่าหมนุษย์ที่ไม่ปกติ
ไม่ว่าจะเป็น คามิกุสะ มิซากิ ที่เป็นมนุษย์ต่างดาว อาคาซากะ ริวโนะสุเกะ ที่เป็นพวกเก็บตัว มิทากะ จิน จักรพรรดิคาสโนว่า หรือแม้กระทั้งอาจารย์ เซ็นโกคุ จิฮิโระ ก็เป็นคนที่เกลียดเรื่องยุ่งยากและชอบทำตามใจตัวเองอยู่เสมอ
เพราะว่าจินที่อยู่กับพวกเขาที่สถานีรถไฟเมื่อก่อนหน้านี้ ได้กลับไปแล้ว
โซราตะจึงต้องถูกทิ้งไว้ให้อยู่กับเด็กสาวที่เจอกันครั้งแรกตามลำพัง
ยิ่งเขาต้องการที่จะเอ่ยอะไรดีๆ ออกมามากเท่าไหร่ บทสนทนาก็ยิ่งถูกจำกัดให้ยากขึ้นเท่านั้น
นอกจากนี้ก็เป็นเพราะประโยคล่าสุดที่เอ่ยออกมาจากปากของมาชิโระด้วย
ใบหน้าของโซราตะจึงถูกย้อมให้เป็นสีลูกตำลึง
แต่นั้นเพราะสถานการณ์ที่บีบบังคับ โซราตะจึงจำเป็นต้องใส่เต็มแรง
“แล้ว...”
“หืม?”
“เธอจะเข้าเรียนที่ซุยโกะเหรอ?”
มาชิโระส่ายหน้าให้เล็กน้อย
“ย้ายเข้ามาน่ะ”
“อ๋อ ถ้างั้น...เธอก็อยู่ม.5 ใช่หรือเปล่า?”
แต่คราวนี้เธอพยักหน้าให้ช้าๆ
“พวกเราเรียนอยู่ปีเดียวกันน่ะ”
เธอกรอกดวงตาที่สงบนิ่งของและมองเขาจากหางตาด้วยสีหน้านิ่งเรียบ
โซราตะหลบหน้าด้วยความเขินอาย
พวกเขาเดินต่อไปยังหอซากุระแล้วไม่ได้พูดอะไรกันต่อ
ฉันคงทำได้แค่เป็นโล่ให้เธอเท่านั้นเองล่ะนะ ศัตรูพวกนี้คงจะจัดการไม่ได้ง่ายๆ แน่ โซราตะคิดในใจ
เบื้องหน้าที่เห็นคือหลังคาของหอซากุระ

เมื่อทั้งสองคนเดินมาถึงหอซากุระ รถบรรทุกขนของที่จอดอยู่ ก็เริ่มสตาร์ทเครื่องที่ส่งเสียงบาดแก้วหูให้ได้ยิน จากนั้นก็ออกตัวไปหายลับไปทางสถานี
โซราตะช่วยมาชิโระขนของไปไว้ที่ข้างประตู
“เข้ามาสิ”
โซราตะพูดพร้อมไปนำทางเธอเข้ามายังหอพัก
ไม่ทันไร มิซากิก็ได้พุ่งตัวลงมาจากชั้นที่สองด้วยความเร็วดุจประหนึ่งเสือชีตาร์ไล่ล่ากวางน้อย เธอกระโดดลงมาแล้วย่อตัวลงใช้เข่าลดแรงกระแทกเหมือนกับแมวป่า
~ยินดีต้อนรับสู่หอซากุระจ้า~
มิซากิหยิบไส้กรอกขึ้นมาถือแล้วฟาดใส่โซราตะที่ยืนอยู่ข้างมาชิโระอย่างจัง
โซราตะที่ถูกจู่โจมได้ทำการสวนกลับไปด้วยท่าฟาดสันมือใส่แขนของเธอก่อนที่จะจู่โจมได้สำเร็จ
“หวา! ทำอะไรกับสาวบริสุทธิ์น่ะ!
“ถ้ารุ่นพี่จะเรียกตัวเองว่าสาวบริสุทธิ์ ก็ช่วยเลิกแอบเข้ามานอนในห้องผมสักทีนะครับ!
~ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกน่า! ฉันยังไม่เคยโดนจูบแม้แต่ทีเดียว เพราะฉะนั้นนี่น่ะเป็นของใหม่ตั้งแต่หัวจรดเท้าเลยน้า~
มาชิโระมองพวกเขาด้วยสายตาที่ว่างเปล่า
“เป-เปล่านะ รุ่นพี่ก็เป็นแค่รุ่นพี่เท่านั้นแหละ พวกเราไม่ได้ทำอะไรน่าสงสัยกันหรอกนะ! เพราะฉะนั้นอย่าเข้าใจผิดไปทางนั้นเด็ดขาดเลยนะ เข้าใจมั้ย?”
~หืม? อะไรกัน? รุ่นน้องเริ่มเหล่มาชิโระงั้นเหรอเนี่ย?~
“ไม่ใช่นะ! แต่เดี๋ยว... รุ่นพี่รู้จักชิอินะด้วยเหรอครับ?”
“อืมม อย่ามัวแต่ยืนอยู่ตรงนี้เลย รีบเข้ามาก่อนสิ แล้วพาเธอไปที่ห้องเลยนะ”
“ก็รุ่นพี่ไม่ใช่เหรอครับ ที่มายืนขวางทางน่ะ!
~ในที่สุด ฉันก็ได้เพื่อนบ้านแล้ว! เธอจะมาค้างที่ห้องฉันหรือเชิญฉันไปค้างที่ห้องเธอหรือเปล่านะ? เราจะได้มาคุยเรื่องรักวัยหนุ่มสาวกันหรือเปล่า? ว้าย ตื่นเต้นจังเลย!~
โซราตะดันตัวมิซากิที่กำลังกระดี้กระด๊าอยู่ให้หลบไป แล้วพามาขิโระขึ้นไปที่ชั้นสอง ซึ่งปกติห้ามไม่ให้ผู้ชายขึ้นไป
ป้ายแขวนหน้าประตูห้องเบอร์ 202 เขียนไว้ว่า “ห้องของมาขิโระ” พร้อมกับมีลายการ์ตูนตกแต่งน่ารัก
~ฉันทำเองเมื่อคืนล่ะ~
มิซากิอยู่ดีๆ ก็โผล่ขึ้นมาประชิดตัวทั้งสองคน
“รุ่นพี่เอาแต่เล่นเกมตั้งแต่เมื่อคืนต่างหากล่ะครับ”
แต่ก็ไม่เกิดผลอะไรกับมิซากิ เธอเปิดประตูห้องออกโดยเมินเจ้าของห้องที่อยู่ข้างๆ
“แกร๊ก!
ห้องที่ว่างเปล่าเบื้องหน้าเขา ชวนให้นึกถึงความทรงจำเมื่อแรกเข้ามายังที่แห่งนี้ มีเพียงเตียงนอนหนึ่งหลัง โต๊ะเครื่องแป้ง โต๊ะทำงาน คอมพิวเตอร์พร้อมจอภาพ และเสื้อผ้าบางส่วนในกระเป๋าเดินทางที่ถูกวางไว้อย่างเป็นระเบียบ
~เป็นยังไงล่า? ฉันทำงานเจ๋งไปเลยใช่ม้า ระหว่างที่นายไม่อยู่ ฉันก็จัดการเรียบร้อยหมดเลย บริษัทขนส่งยอดเยี่ยม! ยอดเยี่ยมเกินไปแล้ว! ทำงานแบบเป็นมืออาชีพจริงๆ!~
มิซากิปล่อยออร่าดอกไม้ ยืดอกด้วยความภาคภูมิใจเหมือนทำงานเองทุกอย่าง
“รุ่นพี่ไม่ได้ทำอะไรเลยไม่ใช่เหรอครับนั่น”
~ฉันคอยจับตาดูพวกนั้นอย่างตั้งใจเลยล่ะ~
มาชิโระที่กำลังจะเดินเข้าไปดูห้อง มองทั้งสองคนที่กำลังเถียงกันด้วยสายตาที่เลื่อนลอย
“ชิอินะ... เธอตั้งใจจะอยู่ที่นี่จริงๆ เหรอ?”
“อืม”
เสียงของเธอเล็กและเบาจนเหมือนกับเสียงกระซิบ แต่กลับกังวานใสและไพเราะอย่างน่าเหลือเชื่อ สิ่งที่ทำให้ขัดกันก็มีเพียงอารมณ์ที่แฝงออกมากับเสียงของเธอนั้นไร้ซึ่งชีวิตชีวา
โซราตะตื่นเต้นเพียงได้แค่มองดูเธอจากข้างๆ อารมณ์ที่เกิดขึ้นมาจากภายในนั้นทำให้เขาสงสัยว่ามันคืออะไรกันแน่?
~อ้า ดีใจจริงๆ เลย ที่ได้เพื่อนร่วมชั้นเรียนศิลปะแล้ว~
“ชิอินะ เธออยู่ชั้นเรียนศิลปะเหรอ?”
“อืม”
มาชิโระตอบน้ำเสียงเรียบ
~รุ่นน้องอ่อนต่อโลกเกินไปแล้วนะ เธอไม่รู้อะไรจริงๆ ข้อมูลข่าวสารนะ เป็นกุญแจสู่ชยชนะในโลกยุคใหม่นี่นะ เธอจะต้องแพ้ในทุกๆ การแข่งขันแน่ๆ น่าเสียใจจริงๆ ฉันจะต้องจับเธอมัดเอาไว้แล้วล่ะ!~
โซราตะยุติหัวข้อใหม่ด้วยการตอบมิซากิอย่างง่ายๆ ว่า ช่างมันเถอะครับแล้วพยายามวกกลับเข้าสู่หัวข้อเดิม
“แล้วรุ่นพี่รู้อะไรบ้างล่ะครับ?”
~มาชิโระน่ะนะ เป็นคนดังมากๆ ในวงการศิลปะร่วมสมัยน่ะ! เค้าลือกันว่าเธออยู่ที่อังกฤษมาตั้งแต่เด็กๆ เพื่อที่จะได้เรียนสุดยอดวิชาด้วยนะ!
ตีความได้ว่าเธอไปอยู่ที่อังกฤษแล้วก็กลับมาที่นี่ เพราะฉะนั้นจังหวะการพูด กิริยาท่าทาง หรือ บรรยากาศพิเศษรอบๆ ตัวเธอ เกิดจากการที่อยู่ต่างประเทศเป็นเวลานาน
~รูปภาพของนิทรรศการในห้องศิลป์ของเธอได้รับรางวัลด้วยนะ! รูปของเธอต้องขายได้แพงมากแน่ๆ เลย~
จากเท่าที่เห็น มาชิโระไม่ได้ปฏิเสธเลยแม้แต่น้อย เพราะฉะนั้นทั้งหมดนี้อาจจะเป็นเรื่องจริง
ยังไงก็แล้วแต่ โซราตะก็ไม่ค่อยรู้เรื่องเกี่ยวกับงานศิลปะเท่าไหร่
“แล้วถ้าเปรียบเทียบกับชินคันเซ็นแล้วล่ะครับ?”
~เธอก็ต้องเป็นโนโซมิน่ะสิ!~” (โนโซมิ คือรถไฟที่เร็วกว่าชินคันเซ็น เรียงลำดับคือ ชินคันเซ็น ฮิคาริ โนโซมิ)
“นั่นมันยอดไปเลย”
มิซากิใช้มือทั้งสองข้างเท้าสะเอวไว้ แล้วก็แสดงท่าทางว่ากำลังภูมิใจมากๆ ว่า เป็นยังไงล่ะ? น่าตื้นตันใช่มั้ย?
“นั่นก็เพราะรุ่นพี่เรียนอยู่ชั้นศิลปะอยู่แล้วนี่ครับ”
~ทำไมล่ะ?~
“ก็เพราะแบบนั้นรุ่นพี่ถึงรู้เรื่องชิอินะ”
“เปล่าหรอก ฉันได้ยินมาจากจิฮิโระเมื่อวานต่างหาก”
“แบบนั้นแล้วยังจะเบ่งได้อีกนะครับ!
~ยังไงฉันก็ยังชนะอยู่ดี ต่อให้รู้ก่อนนายแค่วินาทีเดียวก็ยังถือว่าชนะยังไงล่ะ ว่ะ ฮะ ฮะ ฮะ ฮ่า!~
โซราตะใช้สันมือสับเข้าที่กลางกระหม่อมของมิซากิโทษฐานยิ้มยียวน แต่มิซากะป้องกันไว้ได้
~ท่าเดียวกัน ใช้กับฉันซ้ำสองไม่ได้หรอกน่า~
งั้นก็ขอหลังมือใส่หน้าผากหน่อยก็แล้วกัน
~โอ้ย! รุ่นน้อง มันเจ็บนะ  นายเป็นเด็กอนุบาลที่ชอบไปขยำหน้าอกผู้หญิงเล่นเหรอไงเล่า?~
“ผมไม่รู้เรื่องแบบนั้นกับรุ่นพี่หรอกครับ มีแต่ความหมั่นไส้เท่านั้นแหละ!
~รุ่นน้องก็แค่อยากจะโกงอายุตัวเองเท่านั้นแหละ ฉันรู้น่า ว่ารุ่นน้องชอบทำตัวให้เหมือนผู้ใหญ่! แต่ว่าการโกหกน่ะ มันไม่ดีนะ! เมื่อกี้นี้ รุ่นน้องก็ยังแอบเข้าไปในห้องอาบน้ำรอดูฉันโป๊ใช่มั้ยล่ะ แถมยังเลือดกำเดาพุ่งเลยด้วย! แสดงว่ารุ่นน้อยต้องตื่นเต้นเวลาเห็นฉันตอนแก้ผ้าอาบน้ำแน่ๆ! เขินล่ะสิ... น่ารักจริงๆ เลย!~
“อะไรเล่า!? นั่นก็เพราะรุ่นพี่ไม่สนใจการแบ่งเวลาอาบน้ำกันต่างหาก! ผมน่ะตกเป็นเหยื่อแหละ ไม่ใช่รุ่นพี่หรอก! รุ่นพี่ต้องคืนเม็ดเลือดแดงมาให้ผมด้วย!
~เห็นฉันโป๊เนี่ย มันสุดยอดเลยใช่มั้ยล่ะ!~
“ต่อให้ไม่โป๊ ก็สุดยอดอยู่แล้วล่ะครับ!
เมื่อโซราตะรู้สึกตัวขึ้นมาว่ามาชิโระเองก็อยู่ด้วย เขาจึงหันไปมองเธอด้วยสายตาหวาดระแวงระคนตกใจ ที่และตกใจยิ่งกว่าคือมาชิโระมองดูพวกเขาด้วยสายตานิ่งเฉยและเลื่อนลอย
“อ่า เธอไม่ตกใจเหรอ?”
“ทำไมล่ะ?”
“ก็เรื่องที่พวกเราพูดกันเมื่อกี้”
มาชิโระเอียงคอ และทำหน้าสงสัย
โซราตะกลายเป็นใบ้ไปชั่วคราวเมื่อต้องมนตร์สะกดแห่งความน่ารัก
~ให้ตายเถอะ นี่มันน่ารักเกินไปแล้ว... รุ่นน้องตั้งใจจะพูดแบบนี้สินะ ใช่มั้ยล่ะ? นี่มันแจ่มแจ้งจริงๆ~
“ถึงรุ่นพี่จะเข้าใจแล้วก็เถอะ แต่ช่วยเงียบๆ หน่อยไม่ได้เหรอครับ!?”
โซราตะกำมือแล้วระดมปั่นใส่ศีรษะมิซากิ (ใครนึกไม่ออก ให้นึกถึงท่าที่มิซาเอะกำหมัดแบบบีบขมับชินจัง)
“โอ้ย โอ้ย โอ้ย โอ้ย โอ้ย โอ้ย!
“พวกเธอยังสนิทกันไม่เปลี่ยนเลยน้า”
โซราตะหันหน้าไปทางต้นเสียง พบว่าจิฮิโระใช้ท่าเดินแบบซอมบี้เดินเข้ามา ดูเหมือนว่าที่โซราตะสาปส่งไปจะได้ผลชะงัด เพราะในนัดเดทล้มเหลวไปตามคาด
และอีกคนหนึ่งที่เดินตามหลังมาก็คือจิน ที่แอบทิ้งโซราตะไว้ที่สถานีตามลำพัง จินดูเหมือนจะอารมณ์ไม่ดีเท่าที่ควร ทั้งสองมือของเขาพะรุงพะรังไปด้วถุงใส่กับข้าวสำหรับหม้อไฟ ขนม และน้ำผลไม้
เมื่อเขาสบตากับโซราตะ จินก็ส่งยิ้มละเอียดละไมจากมุมปาก
“ของพวกนี้สำหรับงานเลี้ยงต้อนรับของมาชิโระไง”
“อาจารย์ กลับมาเร็วจังนะครับ หาว่าที่สามีไม่เจองั้นเหรอครับ?”
“อย่ามาดูถูกฉันนะ หมอนั่นน่ะ ไม่ใช่หมอด้วยซ้ำ! พวกนั้นมาหลอกกันซะได้! กล้าโกหกเรื่องงานที่ทำ”
“อาจารย์เองก็โกงอายุ คงไม่ได้ดีกว่ากันเท่าไหร่หรอกนะครับ”
“งั้นเหรอจ๊ะ! สงสัยว่าฉันจะได้ศพแรกแล้วสินะ”
~จิฮิโระ จัดการเลย รุ่นน้องบอกว่าถ้าเธอหาว่าที่สามีไม่ได้ เขาจะเป็นให้เองน่ะ~
“ไม่เคยพูดสักหน่อย!
“เธอพูดถูกนะ อีกสักห้าปีคงจะพอไหวอยู่”
“ไม่มีทางครับ!
“แต่ว่า ฉันไม่คิดว่าเธอจะยอมมาด้วยนะ”
จิฮิโระเบนสายตามายังมาชิโระ เธอมองมาชิโระอย่างพิจาราณา และมั่นใจว่าเป็นหลานสาวของเธอ
“อืม”
มาชิโระตอบด้วยน้ำเสียงที่เบามาก
“อาจารย์ครับ ผมขอถามอะไรหน่อยนะครับ?”
“ตอนนี้ฉันอยากจะอัดคนมากๆ เพราะงั้นขอสั้นๆ ล่ะ”
“งั้นคำถามเดียวก็ได้ครับ”
จริงๆ แล้วโซราตะมีที่อยากจะถามมากกว่านี้
อย่าเช่นว่าทำไมคนที่เรียนศิลปะจากเมืองนอกมาถึงอยากจะมาเรียนต่อที่นี่? หรือไม่ก็คำถามเกี่ยวกับพ่อแม่ของเธอ
โซราตะเลือกคำถามที่สงสัยมากที่สุดจากหัวสมองของเขา
“ทำไมชิอินะถึงได้ย้ายมาอยู่หอซากุระครับ? หอพักธรรมดาเองก็น่าจะยังมีห้องว่าเหลืออีกนี่ครับ”
“ต้องอธิบายให้ฟังด้วยเหรอ?”
“อ่า ไม่รู้สิครับ”
“นั่นก็เพราะว่าทีนี่ เหมาะกับมาชิโระมากที่สุดแล้วยังไงล่ะ”
“หา?”
“เดี๋ยวพวกเธอทั้งหมดก็จะเข้าใจเอง โดยเฉพาะนาย”

สุดท้ายแล้ว โซราตะเองก็ยังไม่เข้าใจถึงเธอผลเบื้องหลังจิฮิโระที่ขยิบตาให้


Nagi no Asukara ยิ่งดูก็ยิ่งน่าสนใจแฮะ

สปอยล์จากตอน 4 นะครับ

เริ่มต้นมา จากมาม่าเดิม เรื่องของอาคาริ ก็พักไปเป็นดราม่าของคนบกกับคนทะเลแทน ซึ่งตอนนี้จะเป็นตอนที่ตัวละครแต่ละตัว จะแสดงพัฒนาการทางอารมณ์ให้เห็นมากขึ้น

ต่อจากตอนเก่าที่เด็กสองคนมาบอกฮิคาริว่า หนุ่มที่เข้ามาติดพันกับฮิคาริ เป็นพ่อตัวเอง ก็ออกปากขอให้ฮิคาริทำให้พี่สาวตัวเองเลิกยุ่งกับพ่อพวกเธอสักที แต่ฮิคาริไม่ได้ออกปากว่าจะช่วย พร้อมทั้งตำหนิ มิอุนะ (เด็กผมบ๊อบ ที่เงียบๆ) ว่าเกลียดเด็กที่เล่นสกปรก

ชั่วโมงคหกรรม ทุกคนทำอาหารกัน ทางฝั่งคนจาก ชิชิโอก็ทำอาหารด้วย เมื่อถึงเวลาต้องแลกกันชิมอาหาร กลับกลายเป็นว่าทุกๆ คนไม่สนใจคนจากชิชิโอเลย



ฉากนี้มานากะ จะแสดงพัฒนาการของเธอด้วยการเป็นคนอาสานำอาหารไปให้คนอื่นชิม ทำให้เห็นได้ว่าเธอมีความกล้ามากยิ่งขึ้น จากเดิมที่คอยหลบอยู่หลังเพื่อนๆ

แต่ถึงกระนั้นก็ตาม อาหารของชาวชิชิโอก็ถูกปฏิเสธ แถมยังผลักมานากะจนเสียหลักล้มลงด้วย

ฮิคาริ ซึ่งโกรธจนไฟแทบลุก กำลังจะวิ่งเข้าไปชกหน้าคนที่ผลักมานากะ แต่สีมุกุก็ได้เอ่ยให้คนๆ นั้นขอโทษมานากะก่อน ทำให้ฮิคาริชะงักไป เพราะตกใจที่มีคนออกหน้าแทนให้

*ตรงนี้ผมเข้าใจอารมณ์ฮิคารินะ เพราะคนชิชิโอที่ขึ้นมาบนบก มักจะเข้าใจว่าตัวเองโดดเดี่ยว ต้องพึ่งพา และช่วยเหลือกันเองให้มาก เพราะงั้นการที่มีสึมุกุมาออกหน้าแทนให้ คงจะตกใจแล้วก็ซึ้งใจไม่น้อย ทำให้อารมณ์ที่โกรธๆ อยู่มันจะเย็นลงไปได้เยอะ

ฮิคาริที่อารมณ์เสีย ก็เลือกที่จะไปทำงานต่อเพื่อให้อารมณ์เย็นลง พวกชิชิโอเลยพากันไปที่ห้องที่ใช้ทำท่านโอโจชิ

แต่สภาพที่เห็นคือ ท่านโอโจชิถูกทำลายเสียหายเป็นชิ้นๆ และตัวหุ่นก็ถูกสีเขียนจนเละเทะ

ฮิคาริที่คราวนี้โกรธจนหน้ามืด ก็วิ่งไปทิ้งตัว Tackle ใส่พวกเดิมเมื่อกลางวัน เพราะเข้าใจว่าเป็นฝีมือพวกนั้น

เรื่องก็ถึงอาจารย์ใหญ่ในทันที ฮิคาริได้ถูกอาจารย์ใหญ่เชิญกลับบ้านไปสงบสติอารมณ์ แต่มานากะเองก็ขอตัวกลับไปด้วยเช่นกัน

เหลือชิชิโออยู่ 2 คนคือ จิซากิ และคานาเมะ ทั้งสองคนนี้จึงใช้เวลานี้ไปซ่อมแซมท่านโอโจชิ จิซากิ เมื่ออยู่กับคานาเมะสองต่อสอง ก็เอาแต่ตัดพ้อ และเปรียบเทียบตัวเองกับมานากะ ว่ามานากะทั้งสวย น่ารัก และถึงจะขี้ขลาด แต่ก็เข้มแข็งมากขึ้นแล้ว แต่ตัวเองนั้นไม่มีดีสักอย่าง

คานาเมะซึ่งปกติก็เป็นผู้รับฟัง และพยายามปลอบใจจิซากิอยู่เสมอ ก็ทำหน้าที่เดิม และในระหว่างที่กำลังขัดหน้าท่านโอโจชิอยู่นั้น ก็เห็นลายเซ็นของตัวคนร้ายว่าเป็นฝีมือของ ซายุ (เด็กหัวเหลือ Twin Tail ที่ชอบไปหาเรื่องฮิคาริ) แต่จิซากิเลือกที่จะปิดบังเรื่องนี้ไว้โดยขอร้องคานาเมะให้ปิดเป็นความลับ

*อารมณ์ตรงนี้ ออกแนว (เพื่อน)พ่อแม่รักแกฉัน คือในระหว่างที่ไม่รู้ว่าตัวคนร้ายคือใคร ฮิคาริได้ฟันธงไปแล้วว่าเป็นคนบกสองคนนั้นที่มีเรื่องกัน เป็นคนร้าย ซึ่งตรงจุดนี้ ไม่มีใครรู้ว่าจริงหรือเท็จ ฮิคาริจึงอยู่ในสภาพที่เป็นโจทย์อยู่ แต่ถ้าประกาศตัวคนร้ายออกไป เท่ากับว่า ทั้งสองคนนั้นหลุดจากสภาพจำเลย และกลายเป็นผู้เสียหายแทน ฮิคาริก็จะมีความผิดในฐานไปกล่าวหาคนอื่นโดยไม่มีมูล แถมยังผิดตัวอีก เท่ากับฮิคาริ ซวยแน่ๆ เพราะสองคนนั้นจะเอาเรื่องคืนได้ในทันที จิซากิจึงตัดสินใจที่จะปิดเป็นความลับ แม้ว่าจะต้องโกหกก็ตามที



แต่กระนั้นแล้ว สึมุกุที่กำลังจะมาช่วยซ่อมแซมท่านโอโจขิก็เข้ามาพอดี ทำให้ได้ยินเรื่องทั้งหมด และเข้าแย้งการกระทำของจิซากิทันที ทำให้จิซากิตัดพ้อว่า สึมุกุนั้น พยายามที่จะปกป้องคนบก และเลือกที่จะให้ฮิคาริที่เป็นชิชิโอรับผิดไป (ออกแนวเหยียดชนชาติ) แล้วก็หนีกลับบ้านไป

ซายุจัง หรือคนร้ายตัวจริง ก็ไปอวดกับมิอุนะ ว่าตัวเองไปทำลายท่านโอโจชิมาด้วยความร่าเริง แต่มิอุนะกลับไม่ได้คิดแบบนั้นเพราะนึกถึงคำพูดของฮิคาริ พร้อมทั้งโมโหใส่ซายุ และวิ่งหนีไป

ตัดมาที่มานากะกับฮิคาริ มานากะ พยายามที่จะปลอบใจฮิคาริ แต่ในระหว่างคุยกัน ก็ไปเห็นแฟนของอาคาริในชุดดำน้ำกำลังจมน้ำมา จึงได้ช่วยเอาไว้ และพาไปส่งที่บ้าน เมื่อไต่ถามสาเหตุกัน ก็เป็นเพราะเขาพยายามจะติดต่ออาคาริ แต่โทรหาไม่ได้ จึงจะดำน้ำไปหาที่ชิชิโอ ฮิคาริก็ยิ่งโมโห เพราะเข้าใจว่าคนๆ นี้มีภรรยาและลูกอยู่แล้ว แต่ยังพยายามจะคบชู้กับพี่สาวตัวเอง แต่กลับไปเห็นรูปของหญิงสาวบนป้ายบูชาคนตาย จึงเข้าใจถึงเรื่องราวทุกอย่าง

รูปนั้นคือภรรยาเก่าของแฟนอาคาริ โดยเธอคนนั้นเป็นชางชิชิโอเช่นกัน เธอมีลูกกับผู้ชายคนนี้ ออกมาเป็นมิอุนะ (ลูกครึ่งชิชิโอกับคนบก ไม่มีเอน่า ตาก็ไม่เป็นสีฟ้า) อาคาริเองก็สนิทสนมกับครอบครัวนี้มาก จนเมื่อภรรยาของเขาตายไป เธอเองก็อยากจะเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งกับครอบครัวนี้เป็นทุนเดิมอยู่แล้ว จึงได้พยายามเข้าหา และสุดท้ายก็เข้ามาได้ แต่กระนั้นมิอุนะเองก็ไม่ยอมรับอาคาริ จึงเป็นที่มาของเรื่อง ซึ่งอันที่จริงแล้วสาเหตุหลักที่อาคาริเลิกติดต่อกับชายคนนี้ ไม่ใช่เพราะเรื่องที่จะถูกไล่ออกจากหมู่บ้านเป็นหลัก แต่เพราะมิอุนะไม่ยอมรับ นั้นก็เป็นอีกสาเหตุนึงด้วยเช่นกัน


*รูปนี้ โยโซระ ตอนเด็ก?

เมื่อถึงค่ำแล้ว มานากะกับฮิคาริกำลังจะกลับหมู่บ้าน ก็ได้เดินสวนกับมิอุนะที่กำลังกลับมาบ้านพอดี มิอุนะหยุด และพูดกับฮิคาริว่าตัวเองเป็นคนทำลายท่านโอโจิชิเอง (ปกป้องเพื่อน)

ฮิคาริ แม้จะรู้ตัวการแล้ว กลับไม่โกรธมิอุนะ เพราะฮิคาริคิดว่าตัวเองเข้าใจดีว่ามิอุนะนั้น อยู่ในสภาพที่จิตใจอ่อนแอเป็นอย่างมาก เพราะขาดแม่ และมีผู้หญิงคนอื่นพยายามจะเข้ามาแทนที่แม่ตัวเอง จึงพยายามหาที่ระบาย (ฮิคาริคิดว่า แค่หวยมาตกที่ตัวเองที่เป็นน้องของอาคาริ)

มานากะที่ได้ยินฮิคาริพูดถึงเรื่องมิอุนะ ก็พาลนึกถึงคำพูดของของท่านอุโรโกะขึ้นมา ว่าตัวเองนั้นโชคดีที่มีทุกคนคอยปกป้องเสมอ มานากะจึงบอกให้พรุ่งนี้ฮิคาริไปขอโทษทุกๆ คน และตัวเองจะไปขอโทษด้วย และจะช่วยรับการตำหนิจากทุกคน

*นี้เองก็เป็นจุดที่บอกได้ว่า มานากะไม่ใช่แค่เด็กเอ๋อ แต่รู้จักที่จะเรียนรู้และตอบแทนคนอื่น เป็นสิ่งที่บอกได้ว่า แม้เธอจะเป็นคนขี้กลัว แต่ก็พยายามที่จะเข้มแข็งให้มากขึ้น เพราะอยากที่จะตอบแทนเพื่อนของเธอ

*ฮิคาริเอง หลังจากเรื่องของพี่สาวตัวเอง ก็ได้รู้ว่าตัวเองนั้นถูกปกป้องมาเสมอ จึงพยายามที่จะทำตัวเป็นผู้ใหญ่ เข้าใจและนึกถึงคนอื่นให้มากขึ้น



วันรุ่งขึ้น ทั้งฮิคาริ และมานากะได้คุกเข่าก้มหัวขอโทษทั้งสองคนนั้น สึมุกุเองก็ช่วยพูดด้วย ทำให้ทั้งสองคนนั้นยอมยกโทษให้ และฮิคาริก็ได้เพื่อนเพิ่มมากขึ้น

*พูดถึงจุดอ่อนของฮิคาริ ที่ซึน ปากไม่ตรงกับใจ ใจร้อน ชอบทำใจใหญ่และเป็นนักเลง แต่จุดแข็งของฮิคาริคือการรักพวกพ้อง พยายามออกหน้ารับแทนเพื่อน และเป็นคนที่ทำอะไรทำจริง เหมือนตอนนี้ เมื่อขอโทษ ก็ไม่ใข่ทำแบบขอไปที แต่สำนึกในความผิด และถึงขนาดยอมคุกเข่า ก้มกราบขอโทษ (บ้านเราคงแนวคุกเข่า ยกมือไหว้ล่ะนะ วัฒนธรรมมันไม่เหมือนกันหนิ)

จิซากิเอง ที่ตอนแรกตั้งใจว่าจะปิดเป็นความลับ แต่เมื่อเห็นฮิคาริได้ลงมือทำขนาดนี้ ก็รู้ว่าตัวเองคิดผิดไปจริงๆ ทำให้เธอรู้สึกเศร้าใจขึ้นมา

คานาเมะ ที่เห็นหลังคนร้ายไหวๆ อยู่นอกหน้าต่าง ก็ออกมาจับตัวคนร้าย และกดดันด้วยวิธีข่มขู่เล็กๆ ซายุจัง คนร้ายตัวน้อยก็ถึงกับร้องไห้โฮเลยทีเดียว และสารภาพว่าทำไปเพื่อมิอุนะจัง คานาเมะเองก็ไม่ได้ตั้งใจจะเอาจริง ก็เข้าไปปลอบ และกล่อมให้ซายุไปขอโทษฮิคาริ ซึ่งซายุก็ยอมแต่โดยดี ส่วนมิอุนะที่แอบอยู่ก็รับรู้ในเหตุการณ์นี้ด้วย แต่ไม่ได้ทำอะไรต่อ



ทางฮิคาริ ซึ่งตกใจนิดหน่อย เพราะคิดว่ามิอุนะเป็นคนร้าย แต่ก็ไม่ได้ออกปากพูดอะไร ทุกอย่างก็จบลงด้วยดี เว้นแต่จิซากิ...

เรื่องนี้ อย่างว่า ยิ่งดูก็ยิ่งน่าสนใจ และมีมิติมากขึ้น หวังว่าตอนต่อๆ ไปจะได้เห็นผลงานที่ยอดเยี่ยมจาก PA Work อีกคั้งนึง หลังจาก Angel Beats! นะ 8-)

By LoneLy-woLf

Sunday, November 3, 2013


Sakurasou no Pet na Kanojo Thai Translation - Chapter 1 Part 2

Part 2
-----------------------------------------------------
เส้นทางที่เร็วที่สุดที่จะไปถึงสถานีรถไฟจากหอซากุระคือการเดินผ่านย่านการค้าอิฐแดง สถานที่อันแสนเก่าแก่ ย้อนยุคและน่าทึ่ง ด้วยความที่โซราตะเกิดและเติบโตที่นี่ ทำให้เขามีความทรงจำกับถนนสายนี้ตั้งแต่ยังเด็ก เพราะฉะนั้นแล้ว ผู้คนที่อยู่ที่แห่งนี้จึงได้ทักทายเขาอย่างคุ้นเคยและเป็นกันเองยามเดินผ่านถนนสายนี้
ชาวประมงได้ทักทาย
“โอ้ คันดะนี่นา ปลาแมคเคอเวลวันนี้สดดีนะ”
คนขายเนื้อที่อยู่ห่างออกไปอีกฝากก็ได้ทักทายเช่นกัน
“โย่ โซราตะ วันนี้จะซื้ออะไรดีล่ะ? มีไก่ทอดด้วยนะ เอาหน่อยมั้ย”
โซราตะไม่ได้ซื้ออะไร แต่รับไก่ทอดจากคุณป้าผู้ใจดีที่ยกให้ฟรีๆ
“ไง โซราตะ ไม่ได้เจอกันตั้งนาน นายเรียนอยู่ที่ซุยโกะใช่หรือเปล่า?”
คนนี้คือเพื่อนเก่าจากโรงเรียนมัธยมต้น ซึ่งตอนนี้เขาได้งานดูแลร้านขายผักอยู่
ความเป็นมิตรในหมู่เพื่อนบ้าน แม้จะไม่สามารถหาได้ในชุมชุนเมือง แต่ไม่ใช่ที่นี่
การทำถนนใหม่อาจจะไม่ได้ก่อให้เกิดประโยชน์เท่าใดนัก แต่ทุกๆ คนก็ชอบที่จะอยู่รอบๆ มหาวิทยาลัยศิลป์ซุยเมย์
ในช่วงสามปีที่ผ่านมา มีซุปเปอร์มาร์เก็ตเปิดใหม่และมีราคาถูกกว่า แต่โซราตะเองก็ชอบที่จะมายังย่านการค้าแห่งนี้ เพราะเขาสบายใจมากกว่าที่จะมาที่นี่
ด้วยความโอบอ้อมอารีของผู้คน ณ ที่แห่งนี้เอง ย่านการค้าจึงสามารถอยู่รอดมาได้
ในระหว่างที่โซราตะกำลังหยิบไก่ทอดใส่เข้าปาก เขาก็ได้มาถึงสถานีรถไฟตามที่นัดไว้
ถึงแม้ว่าสถานีนี้จะเรียกว่าสถานีมหาวิทยาลัยซุยเมย์ แต่กระนั้นเลย ตัวสถานีก็ยังห่างจากตัวมหาลัยเกือบสิบห้านาที ในทุกๆ ปีจะมีนักเรียนที่มาถึงที่นี้ในนาทีสุดท้าย และต้องตกเป็นเหยื่อของความสิ้นหวังที่มาไม่ทัน ซึ่งนี่ก็เป็นเรื่องกล่าวขานที่โด่งดังเลยทีเดียว
ที่สถานีรถไฟนี้ มีแนวกั้นรถไฟเพียงฟากเดียว เพราะฉะนั้นแล้ว ผู้ใช้บริการที่อยู่อีกฟากหนึ่งจะต้องเดินข้ามแนวกั้นรถไฟนั้นมาเพื่อซื้อตั๋วที่อยู่อีกฟาก ซึ่งทำให้ลำบากเอามากๆ
โซราตะรออยู่ที่ราวเหล็กกลมบริเวณหน้าแนวกั้นรถไฟ
เขาหยิบภาพถ่ายนั้นขึ้นมาจากกระเป๋าเงินเพื่อดูหน้าเด็กหญิงอีกครั้ง
ชื่อของเธอคือ ชิอินะ มาชิโระ
เป็นชื่อที่แปลกจริงๆ
จิฮิโระบอกว่าเป็นหลานสาว แต่อายุก็ดูจะห่างกันมากเกินไป
ในระหว่างที่โซราตะกำลังคิดเพลินๆ รถไฟขบวนถัดไปก็ได้เข้าเทียบชานชาลา
ปกติแล้วในช่วงเวลานี้ จะเป็นช่วงที่นักเรียนมัธยมต้นและมัธยมปลายที่ออกมาจากรถไฟ แต่เนื่องด้วยเวลานี้ยังเป็นช่วงวันหยุดฤดูใบไม้ผลิ ผู้โดยสารที่ออกมาจากชานชาลาจึงดูไม่คุ้นตา ทำให้ไม่สามารถคาดเดาได้ว่าพวกเขาเป็นใคร และมาทำอะไร
แต่กระนั้นโซราตะก็จำใบหน้าหนึ่งในกลุ่มผู้โดยสารเหล่านี้ได้ เจ้าของใบหน้าที่แสนจะคุ้นตานี้ก็จำเขาได้เช่นกัน ฝั่งนั้นเบิกตาโตด้วยความประหลาดใจและสาวเท้าเข้าหาโซราตะ
“นายมาทำอะไรที่นี่น่ะ คงไม่ได้มารอฉันหรอกใช่มั้ย?”
“แน่นอนครับ”
“นั่นสินะ”
มิทากะ จินคลี่ยิ้มเล็กน้อย โซราตะเองก็ไม่เห็นว่ามีอะไรน่าขำ
จินนั้นมีเส้นผ้มสีน้ำตาบ ทั้งสูงและผม ใครๆ ที่อยู่ใกล้เขาจะสามารถสัมผัสได้ถึงความกล้าหาญจากตัวเขา แต่เขาเองก็ปกคุลมไปด้วยความนุ่มนวลด้วยเช่นกัน
แว่นตาที่ส่องประกายนั่นทำเขาดูมีสติปัญญาที่สูงส่ง แถมในสายตาของโซราตะเองแล้ว เขายังดูหล่อเหลาแบบไร้ที่ติอีกด้วย
นั่นคือสิ่งที่โซราตะเข้าใจว่าทำไมจินถึงได้เป็นที่นิยมในหมู่สาวๆ มากนัก ที่ต้นคอของเขายังมีรอยคิสมาร์คติดอยู่เป็นประจำอีกด้วย
จินนั้นพักอยู่ที่ห้อง 103 ที่หอซากุระ ความสามารถพิเศษคือการทายสัดส่วนของเด็กสาว
“นายถืออะไรอยู่นะ? หอมจัง”
จินใช้มือล้วงเข้าไปในถุงไก่ทอด ความสงสัยปรากฏขึ้นอยู่บนใบหน้าของเขา แต่ยังคงอยู่ในอาการสำรวมแบบผู้ใหญ่
“ไก่ทอดที่ร้านขายเนื้อให้มาระหว่างทางน่ะครับ”
“ดีนี่นา ขอกินบ้างสิ ฉันได้กินแค่ข้าวเช้ามามื้อเดียวเอง”
จินจัดการยัดไก่ทอดใส่ปากด้วยความหิวโหย
“นายนี่เจ๋งจริงๆ โซราตะ”
“ห่ะ?”
“แค่นายเดินผ่านย่านการค้ามาเฉยๆ ก็ได้ไก่ทอดอร่อยขนาดนี้มา นายนี่สุดยอดจริงๆ ขอคาราวะให้เลย”
“ผมว่าคุณจินเจ๋งกว่าผมอีกครับ แค่เดินผ่านเฉยๆ ก็ทำผู้หญิงท้องได้แล้ว”
“เฮ้ย ฉันรู้จักป้องกันนา”
“แล้วเรื่องอนิเมของรุ่นพี่มิซากิล่ะครับ ผลตอบรับดีน่าดูเลย?”
จินเองก็เป็นคนที่บทให้
“นั่นก็เพราะเป็นของมิซากินี่ เธอเป็นคนคิดนอกกรอบแบบนั้นมาตั้งนานแล้ว อืม... อร่อยจริงๆ ฉันชักจะชอบไก่ทอดนี่ซะแล้วสิ”
เมื่อโซราตะรับรู้ถึงสัญญาณที่จินพยายามจะเปลี่ยนเรื่องคุย โซราตะจึงไม่ขุดคุ้ยอะไรไปมากกว่านี้
“ถ้างั้นผมจะไปขอบคุณคุณป้าที่ให้ไก่ทอดมาทีหลังนะครับ แล้วจะบอกด้วยว่าคุณจินชอบไก่ทอดของเธอ”
“นั่นสิ นายเป็นคนของที่นี่สินะ”
“ครับ”
“งั้นทำไมนายถึงยังอยู่หอล่ะ?”
“อยู่ดีๆ ทำไมมาถามเรื่องนี่ล่ะครับ? ก็ไม่มีอะไรเป็นพิเศษนี่ครับ”

นี่เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมื่อปีที่แล้ว เป็นวันที่เขาได้รับผลสอบของโรงเรียนมัธยมปลาย
โซราตะแทบไม่อยากจะเชื่อว่านี่เป็นความจริง เขาสอบติดและได้รับการคัดเลือกให้เรียนต่อโรงเรียนภายใต้สังกดของมหาวิทยาลัยศิลป์ซุยเมย์ โซราตะจึงจัดฉลองด้วยการไปร้องคาราโอเกะกับเพื่อน ทั้งร้องทั้งเล่นด้วยความสุขแบบที่เคยมีมาก่อน
พวกเขาร้องกันจนดึกดื่น เมื่อเขากลับมาบ้านก็ต้องได้พบกับคุณพ่อที่ยืนต้อนรับเหมือนทวารบาลอยู่ที่ห้องนั่งเล่น
“โซราตะ ลูกเป็นนักเรียนม.ปลายแล้ว พ่อคิดว่าลูกสมควรได้รับโอกาสที่จะเลือก”
“ครับ?”
“ลูกจะมากับพวกเราที่ฟุคุโอกะ หรือจะอยู่ที่นี่ต่อคนเดียว”
ระหว่างที่พูดอยู่ คุณพ่อก็กอดอกเอาไว้ ซึ่งเป็นภาพยากจะได้เห็น
โซราตะพยายามมองหาความเชื่อเหลือไปยังคุณแม่ทำกำลังฮัมเพลงพร้อมกับล้างจานไปด้วย
“อ่า พ่อได้รับคำสั่งให้ย้ายไปทำงานที่ใหม่”
“ครับ แล้ว?”
“ลูกจะต้องเลือกว่าจะมากับพวกเรา หรือจะอยู่ที่นี่ต่อ”
“เดี๋ยวนะครับ ไม่ใช่ว่าพ่อจะไปคนเดียวหรอกเหรอครับ?”
“นี่ลูกกำลังพูดอะไรอยู่น่ะ? โซราตะ ถ้าพ่อไปคนเดียว พ่อคงต้องเหงาแน่ๆ”
“พ่อไม่ได้รับอนุญาตให้พูดเรื่องแปลกๆ อย่างเรื่องที่ว่าเหงาจนอยู่คนเดียวไม่ได้นะครับ!
“เพราะงั้น พ่อจะเอาแม่กับยูโกะไปอยู่ด้วย”
“เพราะว่าลูกจะอยู่หรือไม่อยู่ ก็ไม่เกี่ยวกับพ่อไง”
“อ๋อ งั้นเหรอ? แล้วเรื่องโรงเรียนของยูโกะล่ะครับ?”
“ยูโกะย้ายโรงเรียนเรียบร้อยแล้วล่ะ”
“เร็วไปหน่อยแล้ว!
แต่ว่าโซราตะก็ไม่ใส่ใจ เท่าที่เขาก็ได้รับชีวิตแบบอิสระที่เขาต้องการในที่สุด
“แต่ว่านะ พ่อไปติดต่อบริษัทอสังหาริมทรัพย์เพื่อจัดการขายบ้านไปเรียบร้อยแล้วล่ะ”
“หยุดก่อน! พ่อด่วนตัดสินใจไปแล้วนะครับ!
“พ่อตัดสินใจที่จะไปจบชีวิตตัวเองบนโลกที่เต็มไปด้วยไข่ปลาค๊อดซอสญี่ปุ่นไปแล้ว”
“พ่อเสียสติไปแล้วเหรอครับ!? ตื่นได้แล้ว! โลกที่เต็มไปด้วยไข่ปลาค๊อดซอสญี่ปุ่นอะไรกัน? ขอโทษฟูคุโอกะเดี๋ยวนี้นะครับ! ที่นั่นไม่ได้มีของดีแค่นี้สักหน่อย!
“ใจเย็นก่อนลูกรัก พ่อเชียร์ทีมฮอลค์ด้วยนะ”
“ใครจะไปสนเล่าครับ!
“แม่จ๋า พ่อทนไม่ไหวแล้ว พ่อคงรับมือกับลูกชายที่กำลังอยู่ในวัยต่อต้านไม่ไหวแล้ว พ่อไม่เคยรู้มาก่อนเลยว่าจะรับมือยากขนาดนี้”
“เดี๋ยวสิครับ! ทำไมผมถึงเป็นคนผิดล่ะ!
พ่อรีบหนีเข้าห้องน้ำในทันใด แปลว่าเขาคงจะไม่อยากคุยต่อแล้วแน่ๆ แต่โซราตะเองก็ไม่อยากจะตามไป ใครอยากจะไปดูพ่อตัวเองโป๊กันล่ะ?
แม่เองก็นั่งอยู่ต่อหน้าเขา
“งั้นลูกตั้งใจจะทำยังล่ะ? นี่เป็นเวลาเลือกของลูกแล้วนะ”
“แม่ครับ แล้วใบปลิวโปรโมชั่นโรงเรียนยังอยู่มั้ยครับ? ค่าหอเท่าไหร่อะครับ?”
“มันเขียนว่า ห้าหมื่นห้าพันเยนสำหรับพร้อมอาหารเช้าและอาหารเย็น”
ตอนนี้บนใบหน้าของคุณแม่ปรากฏรอยยิ้มแบบปีศาจขึ้นมาแล้ว
“ชิบหายแล้ว แต่ยังพอไหวอยู่ ถ้าเราไปทำงานพิเศษหรือย่างอื่น”
“เอ๋ ทำไมล่ะ? ทำไมล่ะ? ทำไมพี่จ๋าไม่มากับเราด้วยล่ะ?”
ยูโกะ น้องสาวของโซราตะ อยู่นี้ชุดนอนสีชมพูแบบเด็กๆ เข้ามาขัดบทสนทนากลางคัน
เธอคว้าแขนของพี่ชายเอาไว้แล้วร้องไห้งอแง “ทำไมล่ะ? ทำไมล่ะ?” แล้วก็เริ่มลงไปกลิ้งบนพื้นบ้าน
“ยูโกะอยากจะอยู่กับพี่จ๋า พี่จ๋าไม่สนใจว่าจะไม่ได้อยู่กับยูโกะเหรอ? ใจร้ายที่สุด!
น้องสาวของโซราตะจะขึ้นมัธยมศึกษาปีที่สองในเดือนเมษายนนี้ แต่ด้วยความที่ไม่รู้จักโต ทำให้น่าเป็นห่วงเอามากๆ ด้วยความที่ร่างกายของเธอนั้นไม่แข็งแรง ทำให้โซราตะต้องคอยดูแลยูโกะอยู่เสมอ และเธอก็เป็นคนแรกที่คัดค้านการย้ายที่ทำงาน
“พี่ไม่อยากจะที่ล้มเลิกที่จะเข้าเรียน เพราะพี่ต้องพยายามมากถึงจะได้เข้าเรียนที่นี่นะ”
“ที่พี่จ๋าอยากเข้าเรียนก็เพราะแค่ว่ามันอยู่ใกล้บ้านเองนี่นา! งั้นก็แค่หาที่เรียนใกล้บ้านใหม่ที่ฟุคุโอกะเองก็ใช้ได้แล้ว! พี่จ๋าไม่บริสุทธ์ใจอ่ะ!
แต่กระนั้นแล้วยูโกะเองก็ยังไม่ตัดใจ เธอพยายามเกลี้ยกล่องโซราตะทุกวิถีทาง เพื่อที่จะได้ไปด้วยกัน
แต่ยูโกะที่เห็นสายตาอันแน่วแน่ของโซราตะแล้วเธอก็แทบจะร้องไห้ออกมา โซราตะรู้สึกไม่ดีเอามากๆ ทำให้ยูโกะร้องไห้ ในที่สุดยูโกะก็ต้องหยุด
“พอได้แล้วจ่ะ ยูโกะหยุดดื้อได้แล้วนะลูก ไม่งั้นพี่ชายจะเกลียดเอานะ”
ยังไงก็ตาม แม่เป็นแม่ของยูโกะมากว่าสิบสามปี เอจึงรู้ว่าควรจะทำยังไง
“เข้าใจแล้วค่ะ... หนูจะยอมเรื่องพี่จ๋าก็ได้...”
ยูโกะกลับไปที่ห้อง นัยน์ตาที่ร่าเริงเหมือนกับลูกม้าก็หายไปด้วย
ในวันถัดมา โซราตะเดินเรื่องเข้าเรียนต่อที่ซุยโกะและเรื่องหอพักเรียบร้อยทั้งหมด ในขณะที่ครอบครัวของเขาก็สาละวนอยู่กับย้ายบ้าน


แม้ว่านี่จะเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นเมือปีที่แล้ว แต่โซราตะกลับรู้สึกว่ามันนานกว่านั้นมาก
เมื่อเขาเล่าถึงจุดไคล์แมกซ์ จินก็หัวเราะออกมา
“เป็นครอบครัวที่น่าอิจฉาจังนะ”
“เพราะว่ามีพ่อบ้าๆ แบบนั้นแหละครับ”
“แต่อย่างน้อยก็ไม่ใช่เหตุผลอะไรร้ายแรงนี่นะ ฉันเองก็ไม่ได้เตรียมใจมาฟังเรื่องชวนปวดตับแบบนั้นด้วย”
“อย่างเรื่องการหย่าร้างหรือคนหายน่ะเหรอครับ?”
“นั่นแหละ”
จินยิ้มแบบเปิดเผยให้เห็น โซราตะคิดว่ารอยยิ้มนี้คงจะทำให้สาวหลงไปหลายคนแล้วล่ะมั้ง
“ถ้างั้นแล้ว นายมาทำอะไรที่นี่ล่ะ?”
“อ่อ เพราะว่า...”
โซราตะหยิบรูปที่ได้รับจากจิฮิโระขึ้นมาให้จินดู
“น่ารักจริงๆ เลยน้า”
“เห็นด้วยครับ”
“ประมาณห้าขวบได้หรือเปล่า?”
“น่าจะราวๆ นั้นแหละครับ”
“น้องสาวนายเหรอ?”
“ไม่ใช่ครับ”
“งั้นเหรอ เข้าใจล่ะ”
“คุณจินเข้าใจอะไรครับ?”
“ไปหาตำรวจเถอะนะโซราตะ แล้วสารภาพว่าจริงๆ แล้วนายเป็นคุณหมีรักเด็ก แล้วก็บอกด้วยว่าตัวการที่ก่อเรื่องลากมกในช่วงนี้ จริงๆ แล้วเป็นนาย แล้วฉันก็จะไปเป็นเพื่อนนายด้วยนะ”
“ทำไมคุณถึงพูดเรื่องนี้ด้วยสีหน้าจริงจังแบบนั้นได้ล่ะครับ! ผมไม่ได้หมายความแบบนั้น! มันเป็นเพราะว่าอาจารย์จิฮิโระให้ผมมารับเด็กคนนี้ต่างหาก!
“หือ เป็นแบบนั้นเองเหรอ? น่าเบื่อชะมัดเลย”
“คุณจินคิดว่าถ้าผมเป็นไอ้โรคจิต เรื่องถึงน่าจะสนใจหรือไงครับ?”
“ก็เป็นเรื่องที่น่าสนใจกว่าความจริงอันแสนน่าเบื่อแหละนะ หรือว่าไม่จริง?”
ด้วยสีหน้าแบบนี้ของจินแล้ว โซราตะเองก็แยกไม่ออกว่าเป็นเรื่องจริงจังหรือเรื่องล้อเล่นกันแน่
ทันใดนั้นโซราตะก็จับภาพของเด็กสาวที่ใส่ชุดนักเรียนของซุยโกะผ่านทางหางตาที่อยู่ที่นั่งด้านหลังได้
นั่นคือชุดนักเรียนใหม่เหมือนกับที่ไม่เคยถูกใส่มาก่อน เธอถือกระเป๋าเดินทางสีน้ำตาลและมองไปยังรถแท็กซี่ด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย
ด้วยสีม่านตาสีแดงเหมือนกับวิหคเพลิงนั้นทำให้เธอดูเป็นผู้ใหญ่ กระนั้นแล้วเธอก็มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกับโซราตะเพราะชุดนักเรียนแบบเดียวกัน
ผิวสีขาวที่เหมือนกับจะมองทะลุผ่านได้ของเธอนั้นคล้ายกับจะย้อมให้ทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่รอบข้างกลายเป็นสีขาว
ด้วยความที่เหมือนกับจะตกอยู่ภายใต้มนต์สะกดของความงดงามที่น่าอัศจรรย์ใจ โซราตะไม่สามารถที่จะละสายตาไปจากเธอได้เลย ความคิดของเขาว่างเปล่าไปหมด เหลือแต่เพียงโลกสีขาวอันไร้ซึ่งขอบเขต นอกจากตัวตนของเธอแล้ว เขาก็ไม่สามารถที่จะมองเห็นอะไรได้อีก จ้องมองจนลืมแม้กระทั้งลมหายใจ และแม้กระทั้งความคิดก่อนหน้านี่ก็เลือนหายไปหมด
เด็กสาวที่กำลังถูกจ้องมอง เธอกำลังมองไปที่หินก้อนใหญ่ตามลำพัง ส่วนโซราตะนั้นก็กำลังตกอยู่สภาพที่การรับรู้นั้นผิดเพี้ยนไปหมด
“เด็กคนนั้นดูพิเศษมาก จริงมั้ย โซราตะ?”
“....”
“โซราตะ?”
โซราตะนั้นได้ยินคำพูดของจิน แต่กระนั้นแล้วเขาก็ไม่ได้รับรู้ความหมายใดๆ จากคำพูดนั้น
เด็กสาวเยื้อย่างด้วยความเงียบงัน ถ้าจะให้เปรียบเทียบเหมือนกับแมวแล้ว เธอคนนั้นก็เปรียบเหมือนกับแมวอิริโอะโมโตะ (แมวป่าโบราณ)... เธอนั้นมีตัวตนที่สูงส่ง และจิตวิญญาณอยู่ภายใน นอกจากนี้บรรยากาศรอบๆ ตัวเธอยังแฝงไปด้วยความอันตราย เหมือนกับสายพันธุ์ที่ใกล้สูญพันธุ์ นอกจากนี้หากละสายตาไปเพียงสักเล็กน้อย เธอก็อาจจะหายตัวไปกับสายลมก็เป็นได้ ตัวตนของเธอนั้นให้ความรู้สึกที่น่าอึดอัดแบบนี้แหละ
เธอนั่งอยู่ที่ม้านั่งยาวทรงกลมอย่างเงียบเชียบเหมือนกับตุ๊กตาฝรั่งเศส
เธออยู่ห่างจากโวราตะออกไปราวหกเมตร
ความขวยเขินที่น่าประหลาดพุ่งขึ้นมาจากในอก น้ำลายก็เริ่มที่จะเหนียวข้นขึ้น


“ถึงเธอจะน่ารักยังไงก็แล้วแต่ แต่ว่านายไปจ้องเธอขนาดนั้น มันเสียมารยาทนะ แต่ฉันเห็นด้วยนะ ว่าเธอเป็นแบบที่นายชอบแน่ๆ”
“....”
“เธอเป็นประเภทที่ดูน่าปกป้องสุดๆ เลยล่ะ”
“เอาเถอะ ฉันจะใช้ความสามารถพิเศษช่วยนายเอง เธอสูง 162 เซนติเมตร หนัก 45 กิโลกรัม สัดส่วนจากบนลงล่างคือ 79,55,78 ฉันมั่นใจว่าไม่ผิดแน่ๆ หรือนายกังวลเรื่องที่หน้าอกแบนเกินไป? อย่ามองโลกในแง่ร้ายแบบนั้นสิ เพราะว่าเอวของเธอบางแบบนั้น ขนาดหน้าอกจริงๆ แล้วจะใหญ่กว่าที่เห็นในตัวเลขมากเลยล่ะถ้าเธอถอดเสื้อออกล่ะก็นะ”
โซราตะเริ่มได้ยินที่จินพูดออกมา
“รุ่นพี่จินกำลังพ่นอะไรออกมาครับ?”
“ก็เพราะว่านายเข้าใจง่ายดียังไงล่ะ”
ถึงจะโดนลากออกมาจากภวังค์ได้แล้วก็ตามที่ แต่โซราตะยังคงไม่ละสายตาออกไปจากเด็กสาว เธอเหมือนกับจะเป็นใครสักคนที่เขารู้จัก เพราะฉะนั้นเขาจึงพยายามที่จะนึกดู
น่าตกใจมากที่เขาแทบจะนึกออกในทันที
“อ่า ใช่แล้ว”
“โอเค โอเค อย่าอายไปเลยนะพ่อหนุ่ม”
“ไม่ใช่ครับ เด็กคนนั้นคือเธอนั่นเอง”
โซราตะมั่นใจยิ่งกว่าเดิมเมื่อเขาพูดขึ้น
“หา? สงสัยฉันจะต้องเป็นคนถามนายแล้วล่ะว่า นายพูดเรื่องอะไรกันแน่?”
“ผมมัวแต่คิดว่าถ้าจะต้องมาทางรถไฟ”
“สมองนายยังดีอยู่หรือเปล่าเนี่ย?”
“ผม หมายถึง รูปใบนี้ครับ!
โซราตะยื่นรูปที่ได้รับจากจิฮิโระให้จินไป
“ฉันไม่เข้าใจนายเลยจริงๆ”
“ช่างมันเถอะครับ”
โซราตะยืนขึ้นจากรั้วเหล็กแล้วเดินเข้าหาเด็กสาวที่นั่งอยู่ที่ม้านั่ง
“เธออยากจะเป็นสีอะไรเหรอ?”
ในครั้งแรกโซราตะยังไม่รู้ว่าเป็นเสียงของเธอ
เขาสบตากับเธอที่มองขึ้นมา ทำให้เขารู้สึกหวั่นไหว
“ผมเหรอ?”
เด็กสาวพยักหน้าเล็กน้อย
“ผมยังไม่เคยคิดถึงเรื่องนั้นมาก่อนเลย”
“งั้นช่วยลองคิดดูหน่อยนะ”
“ผมไม่รู้นะว่าต่อไปจะเป็นยังไง แต่สำหรับวันนี้ ผมคิดว่าเป็นเหมือนเปลือกหอยละมั้ง...” (ถ้าใครไม่เข้าใจ ลองดูที่ด้านในฝาของเปลืองหอย จะมีเหมือนกับเปลือกเคลือบที่ส่งประกายหลายๆ สีอยู่)
“นั่นเป็นสีเหรอ?”
“จริงๆ แล้วสีมันเหมือนกับสายรุ้งน่ะ แต่ก็ให้ความรู้สึกว่าเป็นสีที่กำกวมล่ะนะ”
“น่าสนใจดี”
“แล้วเธอล่ะ?”
“เอ๋?”
“เธอล่ะ อยากจะเป็นสีอะไรงั้นเหรอ?”
“ฉันไม่เคยคิดถึงเรื่องนั้นเลย”
“หืม”
“ตอนนี้คงเป็นสีขาวล่ะนะ”
“เหมือนกับชื่อของเธอเลย”
“....”
เธอมองโซราตะด้วยความประหลาดใจ
“ขอโทษทีนะ ฉันไม่ใช่คนน่าสงสัยอะไรหรอก ฉันชื่อคันดะ โซราตะ อาจารย์จิฮิโระเป็นคนให้ฉันมารับเธอน่ะ เธอน่าจะรู้อยู่แล้วนี่นา?”
“จิฮิโระงั้นเหรอ?”
“โถ่... อาจารย์นี่ใช้ไม่ได้เลย”
โซราตะหยิบรูปขึ้นมาลองเทียบกับเด็กสาวตรงหน้า ถ้าใช้แค่รูปอย่างเดียว คงจะหาไม่เจอแน่ๆ แต่โซราตะจำเธอได้เพราะทั้งรูปและตัวเธอเองให้ความรู้สึกที่เหมือนกัน
เพราะฉะนั้นเด็กสาวที่อยู่ตรงหน้าคือ ชิอินะ มาชิโระ ไม่ผิดแน่
“รูปนี้ ตั้งแต่ปีไหนกันนะ? เธอโตขึ้นเป็นสามเท่าได้แล้วเนี่ย”