• Featured Post

    วิธีในการเอาชนะ Pete the invincible ใน Borderlands 2

  • Silver Spoon เอ็ดฯแว่นไร้จุดหมาย

    หากย้อนกลับไปสมัย 2 - 3 ปีก่อน อาจารย์ Hiromu Arakawa ได้ฝากผลงานเด่นๆ อย่าง Fullmetal Alchemist (FMA) ให้ชาว Anime ได้ติดตามกัน ตอนนี้ผลงานของ อ. Hiromu ได้ถูกนำมาทำ Anime อีกครั้ง ให้แฟนๆ FMA ได้หายคิดถึงกัน นั่นคือ Silver Spoon ...

Showing posts with label Sakurasou no Pet na Kanojo. Show all posts

Thursday, November 14, 2013


Sakurasou no Pet na Kanojo Thai Translation - Chapter 1 Part 4

Part 4
---------------------------------------------------------

“ยังง่วงอยู่เลย อยากจะนอนต่อชะมัด”

แต่เนื่องจากวันนี้หมดช่วงวันหยุดฤดูใบใผลิแล้ว โซราตะจึงต้องลุกจากเตียงอย่างช่วยไม่ได้

ทั้งหมดทั้งมวล เป็นความผิดของมิซากิ ที่เขานอนหลับไม่เต็มอิ่ม ทุกๆ อย่างที่เริ่มเพี้ยนไปก็เพราะมิซากิ บางทีโลกร้อง ตลาดหุ้นผันผวน ค่าเงินเยนตกต่ำ หรือการปลดประจำการของเครื่องบินคองคอดและรถไฟฟ้าก็ด้วย ทุกๆ อย่างต้องเป็นเพราะมิซากิแน่ๆ

เหตุผลจริงๆ แล้วก็คือ เนื่องจากเมื่อคืนเป็นงานเลี้ยงต้อนรับมาชิโระ จิฮิโระที่ยังคงปวดใจกับงานนัดเดทก็ได้ขังตัวเองไว้ในห้องเหมือนกับอาคาซากะ ริวโนะสุเกะ เพราะฉะนั้นจึงมีแค่ โซราตะ มิซากิ และจิน ที่ต้องเป็นคนดูแลงานเลี้ยงต้อนรับของมาชิโระ

ในช่วงระหว่างที่กำลังทำหม้อไฟที่จินเตรียมมาอยู่ มิซากิก็ฝอยน้ำลายแตกฟองแบบต่อเนื่องไร้อาการสะดุด ส่วนอีกด้านหนึ่ง โซราตะต้องคอยทำหน้าที่เป็นโล่ป้องกันให้กับมาชิโระ แต่กระนั้นแล้ว มาชิโระก็ไม่ได้แสดงอาการรังเกียจมิซากิแต่อย่างใด แม้กระทั้งมุขตลกเสื่อมของจินก็เข้าไปไม่ถึงเธอด้วยซ้ำ ทำให้เป็นการยากมากที่จะอ่านความรู้สึกของเธอ

แม้ว่ามาชิโระจะดูต่างจากคนอื่นๆ ที่เคยพบเห็นมา แต่เธอก็ดูเป็นกุลสตรี และเงียบขรึม จนบางทีรู้สึกว่าเหมือนเธอจะหายไปทั้งแบบนั้น หากไม่ค่อยสังเกตเธอดีๆ สิ่งนี้คือสิ่งที่โซราตะสัมผัสได้จากตัวเธอเมื่อแรกเห็น หากโซราตะไม่พยายามปกป้องเธอแล้วละก็ เธออาจจะไม่สามารถที่จะอยู่ในหอซากุระนี้ได้แน่ โซราตะจึงปฏิญาณที่จะคอยคุ้มครองเธอ

หลังจากเสร็จจากมื้อเย็นแล้ว มิซากิได้วาดภาพนักกายกรรม ซึ่งกำลังโหนตัวตีลังกากลับหลังอยู่บนบาร์เดี่ยว ลงไปในหนังสือเรียนภาษาอังกฤษ ซึ่งเธอไม่เคยแม้แต่จะเปิดอ่านมาตลอดสามปีที่เรียน เมื่อตั้งใจดูแล้วจะพบว่ารูปวาดนั้นเทียบได้กับระดับงานภาพในอนิเมเลยทีเดียว

ส่วนมาชิโระเองก็หยิบเอาสมุดร่างภาพขึ้นมาจากกระเป๋าเดินทางแล้วลงมือวาดแมวจำนวนเจ็ดตัวทิ้งไว้รอบๆ รูปภาพนั้นทำให้โซราตะสั่นสะท้าน แมวทั้งเจ็ดตัวนั้นดูเหมือนจะเคลื่อนไหวได้เหมือนกับแมวจริงๆ เลย

และการวาดภาพนั้นก็เริ่มล้ำเส้นไปบนผนังห้องชองโซราตะแล้วด้วย

กิจกรรมนี้ได้เลิกราไปเมื่อราวๆ ห้าทุ่มครึ่ง แต่โซราตะกลับถูกมิซากิบังคับให้เล่นเกมต่อ

โซราตะจำไม่ได้ว่าเขาผล็อยหลับไปตั้งแต่เมื่อไหร่ แต่อย่างน้อยก็มีปาฏิหาริย์ที่เมื่อตื่นมาแล้วไม่พบมิซากินอนอยู่บนเตียง เขาจำได้ลางๆ ว่าจินเป็นคนดึงเอามิซากิออกไปจากห้องแล้วบังคับให้กลับไปนอนห้องตัวเอง แต่โซราตะก็ไม่มั่นใจเท่าไหร่ว่าเป็นฝันหรือความจริงกันแน่

และเสียงที่ไม่คุ้นหูก็ดังขึ้นจากนอกห้อง โซราตะจึงเปิดประตูออกมาดูข้างนอก

เขามองออกไป

“~ว้าย!~” มิซากิร้องและกระโจนอย่างรวดเร็ว โซราตะคิดว่าเป็นเพราะเปิดเทอมหรือเปล่า มิซากิถึงได้ตื่นเต้นขนาดนี้ แต่กระนั้นแล้ว มันช่างไม่ยุติธรรมจริงๆ ทั้งที่โซราตะจำได้ว่าตัวเองถูกปู้ยี่ปู้ยำไปเมื่อคืน แต่มิซากิกลับหัวเราะร่าอย่างมีชีวิตชีวาได้ขนาดนี้ เพราะฉะนั้นโซราตะจึงตั้งใจที่จะส่องใต้กระโปรงของเธอเพื่อเป็นการเอาคืน สิ่งที่เห็นคือกางเกงในสีฟ้าน้ำทะเลอ่อน แต่โซราตะก็โดนจินเคาะหัวจากข้างหลังเอา

มิซากิหายไปแล้ว แต่ความเจ็บปวดที่หัวยังคงอยู่

“อย่ามาหื่นตั้งแต่เข้าสิ”

จินเดินจากไปทางห้องครัว โดยไม่ให้โอกาสโซราตะแม้แต่จะบ่นได้

จากนั้นจิฮิโระก็เดินมาหาเขา

“อาจารย์ตื่นเข้าจังนะครับ”

เวลานี้เพิ่งจะเจ็ดโมงครึ่งเท่านั้น ยังมีเวลาเหลืออีกเป็นชั่วโมงก่อนจะถึงเวลาเข้าเรียน

“คันดะ จำเอาไว้นะ คนเราจะแข็งแกร่งขึ้นได้ ถ้าได้รับประสบการณ์ที่หลากหลาย”

แม้ว่าโซราตะจะไม่เข้าใจความหมายของคำพูดนั้น แต่เขาคิดว่าน่าจะมีอะไรบางอย่างเกี่ยวข้องกับคำพูดที่เธอทิ้งเอาไว้เมื่อวาน แต่เขาก็ตัดสินใจที่จะไม่คิดไปมากกว่านี้

“ช่วยดูแลมาชิโระให้หน่อยได้มั้ย? แค่พาเธอไปห้องพักครูเท่านั้นแหละ”

“ได้ครับ วันนี้เป็นวันแรก เดี๋ยวผมจะนำทางไปโรงเรียนเองครับ”

จิฮิโระยืดแขนแล้วเคาะไปที่แผ่นอกของโซราตะ

“ครับ?”

“นายจะดูแลให้จริงๆ ใช่มั้ย? นายจะรับผิดชอบเรื่องที่จะพาเธอไปกับนายใช่มั้ย?”

“ผมบอกว่าแล้ว ผมจะทำให้”

“ดีมาก งั้นฉันจะมอบหมายงานนี้ให้นาย!”

“อ่านะ ทำไมรู้สึกว่ามันทะแม่งๆ ชอบกล”

เขาคิดว่าจิฮิโระจะสวนใส่เขา แต่เธอเพียงแค่หันหน้าไปแล้วหัวเราะเบาๆ ว่า “หึ หึ หึ”



เมื่อจิฮิโระจากไปแล้ว โซราตะจึงแหงนหน้าขึ้นไปมองดูนาฬิกา ขณะนี้คือ 7:40 แล้ว

เนื่องจากเขายังไม่เห็นมาชิโระเดินลงมาเลย จึงคิดว่าไปปลุกเธอน่าจะดีกว่า

“ถึงชั้นสองจะห้ามไม่ให้ผู้ชายขึ้นไปก็เถอะนะ”

พื้นส่งเสียงลั่นเอี๊ยดอ๊าดตามฝีเท้าโซราตะ ทำให้โซราตะว้าวุ่นใจเล็กน้อย ในมโนภาพของเขาเริ่มจะปรากฏเป็นภาพของมาชิโระในชุดนอนกำลังนอนหลับปุ๋ยอยู่ เสียงพื้นลั่นเร่งให้เขาระวังตัวอย่างประหลาด

เพราะต้องรับมือกับมิซากิทุกวัน ทำให้โซราตะไม่ใช่ผู้ชายก็จะประหม่าเมื่อต้องพบปะกับเด็กผู้หญิง แต่กระนั้นแล้วใครจะนับว่ามิซากิเป็นเด็กผู้หญิงกันล่ะ? ยิ่งถ้ามีใครมาถามกับโซราตะแล้วละก็ เขาคงจะบอกว่ามิซากิเป็นมนุษย์ต่างดาวอย่างไม่ต้องสงสัย

เมื่อเท้าของเขามาหยุดที่หน้าห้องของมาชิโระ ความกังวลใจของเขาก็พุ่งมาถึงขีดสุด ท้องของเขาเริ่มปั่นป่วนเหมือนกับมากระจุกกันที่ศูนย์กลาง

“ฉัน...กลัว?”

เขาพยายามที่จะผ่อนคลายตัวเองลง แต่น้ำเสียงที่สงบนิ่งกลับดังขึ้นแล้วฟังดูแย่กว่าเดิม

“นี่! ชิอินะ! ตื่นหรือยัง เดี๋ยวก็สายหรอก”

โซราตะรู้สึกว่าการเรียกตรงๆ ไม่ได้ผลเท่าที่ควร

ไม่มีเสียงตอบกลับมา ทำให้เขาสงสัยว่ามาชิโระได้ยินหรือเปล่า

โซราตะจึงเปลี่ยนไปเคาะประตูเรียกด้วย

“ชิอินะ! ตื่นได้แล้ว! เฮ้อ ไม่ตอบกลับมาเลย”

เขาลงมือเคาะประตูให้ดังกว่าเดิม ก๊อก ก๊อก ก๊อก

แต่ความเป็นจริงก็คือมีเพียงความเงียบที่ได้รับกลับมา

เขาคว้าไปที่ลูกบิดประตู แต่ทันใดนั้นก็สำนึกในสิ่งที่กำลังจะทำ

“หยุด หยุด เดี๋ยวก่อนนะ นี่ไม่ใช่ห้องรุ่นพี่มิซากิสักหน่อย คงเป็นไปไม่ได้ที่จะไม่ได้ล๊อค”

เพื่อที่จะยืนยันทฤษฎีของตัวเอง โซราตะจึงลองบิดลูกบิดเบาๆ แต่แล้วกลับไม่มีแรงต้านกลับมาแม้แต่น้อย

“บอกแล้วว่านี่ไม่ใช่ห้องของรุ่นพี่มิซากิ คงจะไม่เหมาะถ้าจะเปิดโดยไม่ขอก่อน...”

แต่ถึงจะพูดแบบนั้นก็ตาม แต่วันนี้คงจะไม่ได้เรื่องแน่ ถ้าใช้วิธีเรียกจากข้างนอก

“ก็คงไม่มีทางเลือกแล้วล่ะนะ”

ในที่สุดก็ได้ข้ออ้างที่จะบิดลูกบิดประตูนี้เข้าไป

เขาค่อยๆ บิดข้อมือ แล้วมองลอดผ่านหลีบประตูเข้าไป

“เห?”

ไม่มีคำนิยามใดๆ เขาเปิดประตูห้องออกด้วยความตกใจ

“นี่มันอะไรกันเนี่ย?”

ในทีแรก เขาคิดว่าตัวเองเปิดเข้ามาผิดห้อง จึงลองตรวจที่เลขห้องอีกครั้งหนึ่ง นี่คือห้อง 202 ไม่ผิดแน่ เป็นห้องของมาชิโระ ‘ถูกต้องนะคร้าบ!’

แต่แล้ว สิ่งที่ปรากฏเบื้องหน้า ช่างต่างกับห้องในความทรงจำเมื่อวานนี้อย่างสิ้นเชิง

บนพื้นห้องเต็มได้ด้วยกองเสื้อผ้า ชุดชั้นใน หนังสือเรียน และหนังสือการ์ตูน เกะกะเรี่ยราดเต็มไปหมดจนไม่เห็นพื้นพรม สภาพห้องไม่ต่างกับโดนพายุพัดมาหมาดๆ

หัวสมองของโซราตะผุดคำถามขึ้นมาว่า “นี่มันบ้าอะไรกันเนี่ย?”

ตามด้วยคำๆ หนึ่ง “ขโมย”

เลือดสูบฉีดขึ้นสู่สมองกะทันหัน เหงื่อผุดพรายเต็มใบหน้า

“เฮ้ ชิอินะ!”

โซราตะถลาเข้าไปในห้องอย่างตื่นตระหนก

มาชิโระไม่อยู่ที่เตียงและพื้นห้อง เขามองไม่เห็นร่างของเธอแม้แต่น้อย

ยิ่งเขามองไปรอบๆ เท่าไหร่ ยิ่งรู้สึกตื่นตระหนกมากขึ้นเท่านั้น

สภาพห้องที่ยุ่งเหยิง แต่มาชิโระกลับไม่อยู่

นี่เป็นสถานการณ์คับขันอย่างแน่นอน

ขาทั้งสองข้างของโซราตะสั่นสะท้าน ทำให้เขาต้องคว้าโต๊ะเอาไว้เพื่อพยุงร่างกาย จอภาพสว่างขึ้นอย่างกะทันหัน ดูเหมือนเขาจะไปแตะโดนเมาส์เข้า

ด้วยแสงที่สว่างขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว ทำให้โซราตะอุทานออกมาเบาๆ ด้วยความตกใจ

เขาจ้องมองมายังจอภาพด้วยความขุ่นเคือง

ในช่องปรากฏเป็นรูปวาดของชายหนุ่มรูปงามกำลังจีบหญิงสาว เขาโอบศีรษะของหญิงสาวเอาไว้แล้วค่อยๆ ยื่นหน้าเข้าใกล้อย่างช้าๆ งานภาพเหล่านี้ดูยอดเยี่ยมและถูกวาดด้วยความประณีต สัดส่วนร่างกายกันดูเหมาะสมทำให้ภาพนั้นไม่ดูสมจริงจนเกินไป แต่กระนั้นช่องสนทนาก็มากและยาวจนเกินไป

ไม่ว่าจะมองในมุมไหน สิ่งนี้คืองานร่างของการ์ตูนผู้หญิงไม่ผิดแน่

“ทำไมมาชิโระ...”

โซราตะยังคงไม่สามารถทำความเข้าใจต่อเหตุการณ์โดยรอบได้ หัวสมองของเขากำลังหยุด แต่บางสิ่งก็ขยับอยู่ที่เท้าของเขา

ด้วยความตื่นตระหนก เขากระเด้งตัวกลับหลังแล้วพยายามสังเกตบริเวณใต้โต๊ะด้วยความระแวดระวัง

บางสิ่งคุดคู้อยู่ในช่องว่างเล็กๆ ใต้โต๊ะ นั่นคือ ชิอินะ มาชิโระ ที่กำลังนอนหลับอยู่ภายใต้กองผ้าล่มและเสื้อผ้าต่างๆ อย่างเป็นสุข พื้นที่นั้นดูคล้ายคลึงกับรังของหนูแฮมสเตอร์

โซราตะถอนหายใจอย่างแรงด้วยความโล่งอก ดี... ยังไงก็แล้วแต่ ดีจริงๆ ที่ไม่ได้เป็นอะไร

เขามองไปรอบๆ ห้องอีกครั้งหนึ่ง

เขาค่อยๆ ประมวลความคิดอีกครั้งหนึ่งถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ทันใดนั้น บางสิ่งก็ได้ผ่าเข้ามาในความคิด ถ้านั่นไม่ใช่ขโมย คำตอบก็มีเพียงหนึ่งเดียว

‘เดี๋ยวก่อน ขอคิดสักแปปนะ’

โซราตะไม่ได้ต้องการที่จะประกาศออกมาให้ใครได้รับรู้ เขาหลับตาลงแล้วพยายามที่จะนึกหาถึงเหตุผลที่เหมาะสม

--- หรือเพราะว่าเธอไม่ใช่คนญี่ปุ่น

แต่ว่าคนชาติไหนที่จะเล่นเกมพายุหมุนบุกบ้านในห้องตัวเองล่ะ?

--- หรือว่าเธอจะนอนดิ้นกัน

แล้วนอนดิ้นแบบไหนถึงได้เป็นอย่างนี้? แถมยังไปนอนใต้โต๊ะด้วย

--- หรืออาจจะเป็นเพราะถูกมนุษย์ต่างดาวสะกดจิต

แต่ว่ามันไม่ได้ใกล้ความจริงเลยสักนิด

--- ถ้าเป็นแบบนี้ อาจจะเป็นเพราะทั้งหมดนี่คือฝันก็ได้ โซราตะ นายยังละเมออยู่ใช่มั้ย

‘อ่า นั่นสิ เข้าใจแล้ว นายพูดถูก อันนี้สิที่ดูจะน่าเป็นไปได้ที่สุด’ โซราตะพึมพำอยู่คนเดียว

เมื่อได้บทสรุปที่คิดเองเออเอง โซราตะก็ย้ายตัวเองออกไปจากห้องของมาชิโระ

เขาปิดประตูห้องแล้วสูดหายใจเข้าอย่างเต็มปอด

ถึงเวลาที่จะตื่นจากฝันสักที

เขายืนทำใจสักครู่ แล้วเปิดประตูห้องเข้าไปอีกครั้งหนึ่ง

จากนั้นก็เงยหน้าขึ้นมารับความเป็นจริง ห้องนั้นไม่ได้เปลี่ยนไปจากที่เห็นในครั้งแรก

ภาพทิวทัศน์ที่ปรากฏนั้น คือห้องที่ไม่น่าจะมีใครอาศัยอยู่ได้

ถึงจะบอกว่ามาชิโระนั้นต่างจากคนปกติอยู้บาง แต่โซราตะเอมาตลอดว่าเธอน่าจะอยู่ในกลุ่มคนปกติแบบเขา ซ้ำยังคิดไปด้วยว่าเธอเปรียบเสมือนแหล่งพักพิงของจิตวิญญาณแห่งเดียวที่มีอยู่ที่นี่

“...พระเจ้าครับ ผมทำอะไรผิด?”

ถึงจะรู้สึกท้อแท้ แต่โซราตะก็พยายามเดินผ่านช่องว่างเล็กๆ ท่ามกลางกองเสื้อผ้าและชุดชั้นในไปถึงโต๊ะ สำหรับเด็กหนุ่มมัธยมปลายสุขภาพดีแล้ว เมื่อต้องเผชิญหน้ากับเสื้อผ้าสตรีที่กระจัดกระจายไปทั่วแบบนี้แล้ว คงรู้สึกแหยงๆ ไปบ้าง โดยเฉพาะกับกางเกงในที่ตำตาอยู่ เป็นจุดที่เลวร้ายที่สุด

เขาพยายามที่จะไม่มอง แต่ภาพที่เห็นก็ยังฝังอยู่ในมโนภาพอยู่ดี

โซราตะชันเข่าลงแล้วพยายามเรียกมาชิโระ

“อืม... คุณชิอินะครับ? ตื่นไหวมั้ยครับ?”

เธอไม่ตอบกลับ

“นี่ นี่”

“...”

แต่ที่ได้ยินก็มีเพียงเสียงลมหายใจจากการนอนหลับ

“ผมจะดีใจมากๆ เลยนะครับ ถ้าคุณจะช่วยตื่นขึ้นมา”

“...”

ในเมื่อไม่มีทางเลือกอื่น โซราตะจึงพยายามดึงชายผ้าห่มออก แต่เพราะมาชิโระกอดเอาไว้แน่น เขาจึงต้องปล่อยมือ แล้วไปเขย่าตัวเธอจากหัวไหล่แทน

“นี่ เช้าแล้วนะครับ ถึงเวลาตื่นได้แล้ว”

“...ตอนเช้าไม่มีทางมาหรอก”

“ไม่ใช่ ไม่ใช่ นี่แหละเช้าแล้วครับ! อย่าพูดเรื่องสยองขวัญสิ”

มาชิโระยกศีรษะที่จมอยู่ใต้กองเสื้อผ้าและชุดชั้นใน มองแบบลอยๆ มาที่โซราตะครู่หนึ่ง เกือบหนึ่งนาทีผ่านไป ในที่สุดเธอก็สบตามายังโซราตะ

“อรุณสวัสดิ์”

“...”

มาชิโระในทรงตื่นนอนมุดกลับเข้ารังแฮมสเตอร์อีกครั้งหนึ่ง

“ถ้าเธอลงไปนอนอีกรอบ เธอจะต้องเจอดีแน่ๆ! ถ้าเธอจะสายตั้งแต่วันเปิดเทอมละก็นะ”

“...เข้าใจแล้ว ตื่นก็ได้”

“เธอนี่ มีเหตุผลกว่าที่คิดนะ”

มาชิโระค่อยๆ คลานออกจากใต้โต๊ะแล้วยืนขึ้นด้วยอาการเหม่อลอย

ผ้าห่มและเสื้อผ้าตกลงจากตัวของเธออย่างช้าๆ

ภาพหัวไหล่ของเธอปรากฏสู่สายตาเป็นสิ่งแรก  จากนั้นเป็นแขนที่เนียนนุ่ม หน้าอกได้ขนาดและรูปร่างที่พอดี สะโพกที่แสนบอบบาง ต้นขาที่โค้งได้รูป ทุกๆ สัดส่วนประจักษ์แก่สายตาของโซราตะ

และในทันทีนั้น เลือดลมของโซราตะก็พุ่งพล่านเหมือนกับกาน้ำเดือด


Thursday, November 7, 2013


Sakurasou no Pet na Kanojo Thai Translation - Chapter 1 Part 3

Part 3
 -----------------------------------------------------
จะพาเธอกลับไปหอทั้งแบบนี้เลยดีมั้ยน้า?
ชิอินะ มาชิโระ เดินด้วยความที่แทบไม่กระเตื้องไปไหน โซราตะต้องใจเต้นตุ๊มๆ ต่อมๆ ทุกครั้งที่มองดูใบหน้าของเธอ
ร่างกายของมาชิโระนั้นดูอ้อนแอ้น น้ำเสียงเบาหวิว ดูเงียบเชียบ สุขุมเรียบร้อย มีท่าทางที่สงบนิ่ง และไม่แสดงอารมณ์ทางสีหน้า
การที่ต้องมาอยู่ข้างๆ เธอนั้นเหมือนกับการอยู่ข้างๆ แผ่นน้ำแข็งบางๆ ที่พร้อมจะแตกได้ทุกเมื่อ
ตัวตนของเธอนั้นเหมือนกับงานแก้วประณีตและแสนจะละเอียดอ่อน พร้อมที่จะแตกสลายยามเมื่อถูกสัมผัส
ทั้งหมดนี่คือความรู้สึกเมื่อแรกเห็นตัวตนของมาชิโระ
จู่ๆ เธอก็เอ่ยขึ้นมา
[โซราตะ]ก็ฟังดูดีนะ”
“เอ๋?”
“ฟังดูเพราะดี ฉันชอบนะ”
โซราตะนั้นถูกทำให้หลงเสน่ห์เข้า เพราะมาชิโระนั้นเป็นสาวน้อยที่ไร้เดียงสา
โซราตะคิดว่าตัวเธอนั้นไม่เหมาะกับบรรยากาศของหอซากุระแม้แต่น้อย
หอซากุระนั้นคือแห่ลงรวบรวมเด็กนักเรียนที่อยู่เหนือไปจากสามัญสำนึกปกติ ผู้ที่เกือบจะหลุดพ้นจากขอบเขตของมนุษย์ รังของเหล่าหมนุษย์ที่ไม่ปกติ
ไม่ว่าจะเป็น คามิกุสะ มิซากิ ที่เป็นมนุษย์ต่างดาว อาคาซากะ ริวโนะสุเกะ ที่เป็นพวกเก็บตัว มิทากะ จิน จักรพรรดิคาสโนว่า หรือแม้กระทั้งอาจารย์ เซ็นโกคุ จิฮิโระ ก็เป็นคนที่เกลียดเรื่องยุ่งยากและชอบทำตามใจตัวเองอยู่เสมอ
เพราะว่าจินที่อยู่กับพวกเขาที่สถานีรถไฟเมื่อก่อนหน้านี้ ได้กลับไปแล้ว
โซราตะจึงต้องถูกทิ้งไว้ให้อยู่กับเด็กสาวที่เจอกันครั้งแรกตามลำพัง
ยิ่งเขาต้องการที่จะเอ่ยอะไรดีๆ ออกมามากเท่าไหร่ บทสนทนาก็ยิ่งถูกจำกัดให้ยากขึ้นเท่านั้น
นอกจากนี้ก็เป็นเพราะประโยคล่าสุดที่เอ่ยออกมาจากปากของมาชิโระด้วย
ใบหน้าของโซราตะจึงถูกย้อมให้เป็นสีลูกตำลึง
แต่นั้นเพราะสถานการณ์ที่บีบบังคับ โซราตะจึงจำเป็นต้องใส่เต็มแรง
“แล้ว...”
“หืม?”
“เธอจะเข้าเรียนที่ซุยโกะเหรอ?”
มาชิโระส่ายหน้าให้เล็กน้อย
“ย้ายเข้ามาน่ะ”
“อ๋อ ถ้างั้น...เธอก็อยู่ม.5 ใช่หรือเปล่า?”
แต่คราวนี้เธอพยักหน้าให้ช้าๆ
“พวกเราเรียนอยู่ปีเดียวกันน่ะ”
เธอกรอกดวงตาที่สงบนิ่งของและมองเขาจากหางตาด้วยสีหน้านิ่งเรียบ
โซราตะหลบหน้าด้วยความเขินอาย
พวกเขาเดินต่อไปยังหอซากุระแล้วไม่ได้พูดอะไรกันต่อ
ฉันคงทำได้แค่เป็นโล่ให้เธอเท่านั้นเองล่ะนะ ศัตรูพวกนี้คงจะจัดการไม่ได้ง่ายๆ แน่ โซราตะคิดในใจ
เบื้องหน้าที่เห็นคือหลังคาของหอซากุระ

เมื่อทั้งสองคนเดินมาถึงหอซากุระ รถบรรทุกขนของที่จอดอยู่ ก็เริ่มสตาร์ทเครื่องที่ส่งเสียงบาดแก้วหูให้ได้ยิน จากนั้นก็ออกตัวไปหายลับไปทางสถานี
โซราตะช่วยมาชิโระขนของไปไว้ที่ข้างประตู
“เข้ามาสิ”
โซราตะพูดพร้อมไปนำทางเธอเข้ามายังหอพัก
ไม่ทันไร มิซากิก็ได้พุ่งตัวลงมาจากชั้นที่สองด้วยความเร็วดุจประหนึ่งเสือชีตาร์ไล่ล่ากวางน้อย เธอกระโดดลงมาแล้วย่อตัวลงใช้เข่าลดแรงกระแทกเหมือนกับแมวป่า
~ยินดีต้อนรับสู่หอซากุระจ้า~
มิซากิหยิบไส้กรอกขึ้นมาถือแล้วฟาดใส่โซราตะที่ยืนอยู่ข้างมาชิโระอย่างจัง
โซราตะที่ถูกจู่โจมได้ทำการสวนกลับไปด้วยท่าฟาดสันมือใส่แขนของเธอก่อนที่จะจู่โจมได้สำเร็จ
“หวา! ทำอะไรกับสาวบริสุทธิ์น่ะ!
“ถ้ารุ่นพี่จะเรียกตัวเองว่าสาวบริสุทธิ์ ก็ช่วยเลิกแอบเข้ามานอนในห้องผมสักทีนะครับ!
~ไม่ต้องเป็นห่วงหรอกน่า! ฉันยังไม่เคยโดนจูบแม้แต่ทีเดียว เพราะฉะนั้นนี่น่ะเป็นของใหม่ตั้งแต่หัวจรดเท้าเลยน้า~
มาชิโระมองพวกเขาด้วยสายตาที่ว่างเปล่า
“เป-เปล่านะ รุ่นพี่ก็เป็นแค่รุ่นพี่เท่านั้นแหละ พวกเราไม่ได้ทำอะไรน่าสงสัยกันหรอกนะ! เพราะฉะนั้นอย่าเข้าใจผิดไปทางนั้นเด็ดขาดเลยนะ เข้าใจมั้ย?”
~หืม? อะไรกัน? รุ่นน้องเริ่มเหล่มาชิโระงั้นเหรอเนี่ย?~
“ไม่ใช่นะ! แต่เดี๋ยว... รุ่นพี่รู้จักชิอินะด้วยเหรอครับ?”
“อืมม อย่ามัวแต่ยืนอยู่ตรงนี้เลย รีบเข้ามาก่อนสิ แล้วพาเธอไปที่ห้องเลยนะ”
“ก็รุ่นพี่ไม่ใช่เหรอครับ ที่มายืนขวางทางน่ะ!
~ในที่สุด ฉันก็ได้เพื่อนบ้านแล้ว! เธอจะมาค้างที่ห้องฉันหรือเชิญฉันไปค้างที่ห้องเธอหรือเปล่านะ? เราจะได้มาคุยเรื่องรักวัยหนุ่มสาวกันหรือเปล่า? ว้าย ตื่นเต้นจังเลย!~
โซราตะดันตัวมิซากิที่กำลังกระดี้กระด๊าอยู่ให้หลบไป แล้วพามาขิโระขึ้นไปที่ชั้นสอง ซึ่งปกติห้ามไม่ให้ผู้ชายขึ้นไป
ป้ายแขวนหน้าประตูห้องเบอร์ 202 เขียนไว้ว่า “ห้องของมาขิโระ” พร้อมกับมีลายการ์ตูนตกแต่งน่ารัก
~ฉันทำเองเมื่อคืนล่ะ~
มิซากิอยู่ดีๆ ก็โผล่ขึ้นมาประชิดตัวทั้งสองคน
“รุ่นพี่เอาแต่เล่นเกมตั้งแต่เมื่อคืนต่างหากล่ะครับ”
แต่ก็ไม่เกิดผลอะไรกับมิซากิ เธอเปิดประตูห้องออกโดยเมินเจ้าของห้องที่อยู่ข้างๆ
“แกร๊ก!
ห้องที่ว่างเปล่าเบื้องหน้าเขา ชวนให้นึกถึงความทรงจำเมื่อแรกเข้ามายังที่แห่งนี้ มีเพียงเตียงนอนหนึ่งหลัง โต๊ะเครื่องแป้ง โต๊ะทำงาน คอมพิวเตอร์พร้อมจอภาพ และเสื้อผ้าบางส่วนในกระเป๋าเดินทางที่ถูกวางไว้อย่างเป็นระเบียบ
~เป็นยังไงล่า? ฉันทำงานเจ๋งไปเลยใช่ม้า ระหว่างที่นายไม่อยู่ ฉันก็จัดการเรียบร้อยหมดเลย บริษัทขนส่งยอดเยี่ยม! ยอดเยี่ยมเกินไปแล้ว! ทำงานแบบเป็นมืออาชีพจริงๆ!~
มิซากิปล่อยออร่าดอกไม้ ยืดอกด้วยความภาคภูมิใจเหมือนทำงานเองทุกอย่าง
“รุ่นพี่ไม่ได้ทำอะไรเลยไม่ใช่เหรอครับนั่น”
~ฉันคอยจับตาดูพวกนั้นอย่างตั้งใจเลยล่ะ~
มาชิโระที่กำลังจะเดินเข้าไปดูห้อง มองทั้งสองคนที่กำลังเถียงกันด้วยสายตาที่เลื่อนลอย
“ชิอินะ... เธอตั้งใจจะอยู่ที่นี่จริงๆ เหรอ?”
“อืม”
เสียงของเธอเล็กและเบาจนเหมือนกับเสียงกระซิบ แต่กลับกังวานใสและไพเราะอย่างน่าเหลือเชื่อ สิ่งที่ทำให้ขัดกันก็มีเพียงอารมณ์ที่แฝงออกมากับเสียงของเธอนั้นไร้ซึ่งชีวิตชีวา
โซราตะตื่นเต้นเพียงได้แค่มองดูเธอจากข้างๆ อารมณ์ที่เกิดขึ้นมาจากภายในนั้นทำให้เขาสงสัยว่ามันคืออะไรกันแน่?
~อ้า ดีใจจริงๆ เลย ที่ได้เพื่อนร่วมชั้นเรียนศิลปะแล้ว~
“ชิอินะ เธออยู่ชั้นเรียนศิลปะเหรอ?”
“อืม”
มาชิโระตอบน้ำเสียงเรียบ
~รุ่นน้องอ่อนต่อโลกเกินไปแล้วนะ เธอไม่รู้อะไรจริงๆ ข้อมูลข่าวสารนะ เป็นกุญแจสู่ชยชนะในโลกยุคใหม่นี่นะ เธอจะต้องแพ้ในทุกๆ การแข่งขันแน่ๆ น่าเสียใจจริงๆ ฉันจะต้องจับเธอมัดเอาไว้แล้วล่ะ!~
โซราตะยุติหัวข้อใหม่ด้วยการตอบมิซากิอย่างง่ายๆ ว่า ช่างมันเถอะครับแล้วพยายามวกกลับเข้าสู่หัวข้อเดิม
“แล้วรุ่นพี่รู้อะไรบ้างล่ะครับ?”
~มาชิโระน่ะนะ เป็นคนดังมากๆ ในวงการศิลปะร่วมสมัยน่ะ! เค้าลือกันว่าเธออยู่ที่อังกฤษมาตั้งแต่เด็กๆ เพื่อที่จะได้เรียนสุดยอดวิชาด้วยนะ!
ตีความได้ว่าเธอไปอยู่ที่อังกฤษแล้วก็กลับมาที่นี่ เพราะฉะนั้นจังหวะการพูด กิริยาท่าทาง หรือ บรรยากาศพิเศษรอบๆ ตัวเธอ เกิดจากการที่อยู่ต่างประเทศเป็นเวลานาน
~รูปภาพของนิทรรศการในห้องศิลป์ของเธอได้รับรางวัลด้วยนะ! รูปของเธอต้องขายได้แพงมากแน่ๆ เลย~
จากเท่าที่เห็น มาชิโระไม่ได้ปฏิเสธเลยแม้แต่น้อย เพราะฉะนั้นทั้งหมดนี้อาจจะเป็นเรื่องจริง
ยังไงก็แล้วแต่ โซราตะก็ไม่ค่อยรู้เรื่องเกี่ยวกับงานศิลปะเท่าไหร่
“แล้วถ้าเปรียบเทียบกับชินคันเซ็นแล้วล่ะครับ?”
~เธอก็ต้องเป็นโนโซมิน่ะสิ!~” (โนโซมิ คือรถไฟที่เร็วกว่าชินคันเซ็น เรียงลำดับคือ ชินคันเซ็น ฮิคาริ โนโซมิ)
“นั่นมันยอดไปเลย”
มิซากิใช้มือทั้งสองข้างเท้าสะเอวไว้ แล้วก็แสดงท่าทางว่ากำลังภูมิใจมากๆ ว่า เป็นยังไงล่ะ? น่าตื้นตันใช่มั้ย?
“นั่นก็เพราะรุ่นพี่เรียนอยู่ชั้นศิลปะอยู่แล้วนี่ครับ”
~ทำไมล่ะ?~
“ก็เพราะแบบนั้นรุ่นพี่ถึงรู้เรื่องชิอินะ”
“เปล่าหรอก ฉันได้ยินมาจากจิฮิโระเมื่อวานต่างหาก”
“แบบนั้นแล้วยังจะเบ่งได้อีกนะครับ!
~ยังไงฉันก็ยังชนะอยู่ดี ต่อให้รู้ก่อนนายแค่วินาทีเดียวก็ยังถือว่าชนะยังไงล่ะ ว่ะ ฮะ ฮะ ฮะ ฮ่า!~
โซราตะใช้สันมือสับเข้าที่กลางกระหม่อมของมิซากิโทษฐานยิ้มยียวน แต่มิซากะป้องกันไว้ได้
~ท่าเดียวกัน ใช้กับฉันซ้ำสองไม่ได้หรอกน่า~
งั้นก็ขอหลังมือใส่หน้าผากหน่อยก็แล้วกัน
~โอ้ย! รุ่นน้อง มันเจ็บนะ  นายเป็นเด็กอนุบาลที่ชอบไปขยำหน้าอกผู้หญิงเล่นเหรอไงเล่า?~
“ผมไม่รู้เรื่องแบบนั้นกับรุ่นพี่หรอกครับ มีแต่ความหมั่นไส้เท่านั้นแหละ!
~รุ่นน้องก็แค่อยากจะโกงอายุตัวเองเท่านั้นแหละ ฉันรู้น่า ว่ารุ่นน้องชอบทำตัวให้เหมือนผู้ใหญ่! แต่ว่าการโกหกน่ะ มันไม่ดีนะ! เมื่อกี้นี้ รุ่นน้องก็ยังแอบเข้าไปในห้องอาบน้ำรอดูฉันโป๊ใช่มั้ยล่ะ แถมยังเลือดกำเดาพุ่งเลยด้วย! แสดงว่ารุ่นน้อยต้องตื่นเต้นเวลาเห็นฉันตอนแก้ผ้าอาบน้ำแน่ๆ! เขินล่ะสิ... น่ารักจริงๆ เลย!~
“อะไรเล่า!? นั่นก็เพราะรุ่นพี่ไม่สนใจการแบ่งเวลาอาบน้ำกันต่างหาก! ผมน่ะตกเป็นเหยื่อแหละ ไม่ใช่รุ่นพี่หรอก! รุ่นพี่ต้องคืนเม็ดเลือดแดงมาให้ผมด้วย!
~เห็นฉันโป๊เนี่ย มันสุดยอดเลยใช่มั้ยล่ะ!~
“ต่อให้ไม่โป๊ ก็สุดยอดอยู่แล้วล่ะครับ!
เมื่อโซราตะรู้สึกตัวขึ้นมาว่ามาชิโระเองก็อยู่ด้วย เขาจึงหันไปมองเธอด้วยสายตาหวาดระแวงระคนตกใจ ที่และตกใจยิ่งกว่าคือมาชิโระมองดูพวกเขาด้วยสายตานิ่งเฉยและเลื่อนลอย
“อ่า เธอไม่ตกใจเหรอ?”
“ทำไมล่ะ?”
“ก็เรื่องที่พวกเราพูดกันเมื่อกี้”
มาชิโระเอียงคอ และทำหน้าสงสัย
โซราตะกลายเป็นใบ้ไปชั่วคราวเมื่อต้องมนตร์สะกดแห่งความน่ารัก
~ให้ตายเถอะ นี่มันน่ารักเกินไปแล้ว... รุ่นน้องตั้งใจจะพูดแบบนี้สินะ ใช่มั้ยล่ะ? นี่มันแจ่มแจ้งจริงๆ~
“ถึงรุ่นพี่จะเข้าใจแล้วก็เถอะ แต่ช่วยเงียบๆ หน่อยไม่ได้เหรอครับ!?”
โซราตะกำมือแล้วระดมปั่นใส่ศีรษะมิซากิ (ใครนึกไม่ออก ให้นึกถึงท่าที่มิซาเอะกำหมัดแบบบีบขมับชินจัง)
“โอ้ย โอ้ย โอ้ย โอ้ย โอ้ย โอ้ย!
“พวกเธอยังสนิทกันไม่เปลี่ยนเลยน้า”
โซราตะหันหน้าไปทางต้นเสียง พบว่าจิฮิโระใช้ท่าเดินแบบซอมบี้เดินเข้ามา ดูเหมือนว่าที่โซราตะสาปส่งไปจะได้ผลชะงัด เพราะในนัดเดทล้มเหลวไปตามคาด
และอีกคนหนึ่งที่เดินตามหลังมาก็คือจิน ที่แอบทิ้งโซราตะไว้ที่สถานีตามลำพัง จินดูเหมือนจะอารมณ์ไม่ดีเท่าที่ควร ทั้งสองมือของเขาพะรุงพะรังไปด้วถุงใส่กับข้าวสำหรับหม้อไฟ ขนม และน้ำผลไม้
เมื่อเขาสบตากับโซราตะ จินก็ส่งยิ้มละเอียดละไมจากมุมปาก
“ของพวกนี้สำหรับงานเลี้ยงต้อนรับของมาชิโระไง”
“อาจารย์ กลับมาเร็วจังนะครับ หาว่าที่สามีไม่เจองั้นเหรอครับ?”
“อย่ามาดูถูกฉันนะ หมอนั่นน่ะ ไม่ใช่หมอด้วยซ้ำ! พวกนั้นมาหลอกกันซะได้! กล้าโกหกเรื่องงานที่ทำ”
“อาจารย์เองก็โกงอายุ คงไม่ได้ดีกว่ากันเท่าไหร่หรอกนะครับ”
“งั้นเหรอจ๊ะ! สงสัยว่าฉันจะได้ศพแรกแล้วสินะ”
~จิฮิโระ จัดการเลย รุ่นน้องบอกว่าถ้าเธอหาว่าที่สามีไม่ได้ เขาจะเป็นให้เองน่ะ~
“ไม่เคยพูดสักหน่อย!
“เธอพูดถูกนะ อีกสักห้าปีคงจะพอไหวอยู่”
“ไม่มีทางครับ!
“แต่ว่า ฉันไม่คิดว่าเธอจะยอมมาด้วยนะ”
จิฮิโระเบนสายตามายังมาชิโระ เธอมองมาชิโระอย่างพิจาราณา และมั่นใจว่าเป็นหลานสาวของเธอ
“อืม”
มาชิโระตอบด้วยน้ำเสียงที่เบามาก
“อาจารย์ครับ ผมขอถามอะไรหน่อยนะครับ?”
“ตอนนี้ฉันอยากจะอัดคนมากๆ เพราะงั้นขอสั้นๆ ล่ะ”
“งั้นคำถามเดียวก็ได้ครับ”
จริงๆ แล้วโซราตะมีที่อยากจะถามมากกว่านี้
อย่าเช่นว่าทำไมคนที่เรียนศิลปะจากเมืองนอกมาถึงอยากจะมาเรียนต่อที่นี่? หรือไม่ก็คำถามเกี่ยวกับพ่อแม่ของเธอ
โซราตะเลือกคำถามที่สงสัยมากที่สุดจากหัวสมองของเขา
“ทำไมชิอินะถึงได้ย้ายมาอยู่หอซากุระครับ? หอพักธรรมดาเองก็น่าจะยังมีห้องว่าเหลืออีกนี่ครับ”
“ต้องอธิบายให้ฟังด้วยเหรอ?”
“อ่า ไม่รู้สิครับ”
“นั่นก็เพราะว่าทีนี่ เหมาะกับมาชิโระมากที่สุดแล้วยังไงล่ะ”
“หา?”
“เดี๋ยวพวกเธอทั้งหมดก็จะเข้าใจเอง โดยเฉพาะนาย”

สุดท้ายแล้ว โซราตะเองก็ยังไม่เข้าใจถึงเธอผลเบื้องหลังจิฮิโระที่ขยิบตาให้